Contrast
fce3ac59ca2d2521def7d28d53c8f067.jpg

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ กรณีกล่าวหาอดีตอัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม เรียก และรับทรัพย์สิน โดยมิชอบ

จากไชต์: สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 7
จำนวนผู้เข้าชม: 7

27/01/2569

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ กรณีกล่าวหาอดีตอัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม เรียก และรับทรัพย์สิน โดยมิชอบ

 

สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค ๗ เปิดเผยเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ จำนวน ๑ เรื่อง ดังนี้

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นเพื่อดำเนินการไต่สวน กรณีกล่าวหา นายนพดล หรืออัครพัชร์ หรือภวินท์ภัทร์ เพียรพิทักษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม เรียก และรับทรัพย์สิน โดยมิชอบ เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิดคดีอาญาทั้งในระหว่างการดำเนินคดีอาญาในชั้นศาลและการประกันตัว

           

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

 

การกระทำของนายนพดล หรืออัครพัชร์ หรือภวินท์ภัทร์ เพียรพิทักษ์ ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๙ มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๒๐๑ ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๒๓/๑ (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๑๗๒) แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙(๖) จึงให้ยุติ การดำเนินคดีในฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๘๕ (๑) และ (๘)

       

ส่วนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง เนื่องจากคณะกรรมการอัยการ ได้มีคำสั่งที่ ๑๑/๒๕๖๓        ลงวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๓ เรื่อง ลงโทษข้าราชการอัยการ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๗ มาตรา ๘๔ (๑)        และมาตรา ๘๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ให้ลงโทษนายนพดล หรืออัครพัชร์ หรือภวินท์ภัทร์ เพียรพิทักษ์ สถานไล่ออก ในการกระทำความผิดนี้ เหมาะสมแก่ความผิดแล้วจึงไม่มีเหตุที่จะต้องส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๙๑ (๒) อีก ให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

 

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ นายนพดล หรืออัครพัชร์ หรือภวินท์ภัทร์ เพียรพิทักษ์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๙๑ (๑)

 

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

 

***การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด***

Related