จากไชต์: สำนัก มาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม
จำนวนผู้เข้าชม: 182
ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว
ที่มาและความสำคัญ
ธุรกิจนำเที่ยว ถือเป็นธุรกิจสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นในการนำนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว โดยจัดให้มีบริการและการอำนวยความสะดวก เช่น สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้มีนักลงทุนต่างชาติจำนวนไม่น้อยเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้ในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมในด้านการตลาดและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวในจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม พบว่านายทุนต่างชาติบางกลุ่ม มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ในการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ อย่างครบวงจร ทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ยานพาหนะรับส่งนักท่องเที่ยว ร้านจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก และธุรกิจบริการอื่น ๆ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ และยังพบพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เช่น กรณีของกลุ่มนายทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำกว่าทุน ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวของคนไทย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในด้านราคาและคุณภาพได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งแสวงหาผลกำไรจากนักท่องเที่ยวอย่างไม่สุจริต โดยการพาไปแวะซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามร้านค้าและสถานประกอบการในเครือข่ายของตนซึ่งมักตั้งราคาไว้สูงเกินปกติ นอกจากนี้ ยังใช้คนต่างชาติมาทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ ส่งผลให้เกิดปัญหาไกด์เถื่อนต่างด้าวแย่งอาชีพสงวนของคนไทย ซึ่งมักพบพฤติกรรมการข่มขู่ บังคับนักท่องเที่ยวซื้อสินค้า การให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้อง ตลอดจนการละทิ้งนักท่องเที่ยว สภาพปัญหาดังกล่าว ถือเป็นปัญหาเรื้อรังมานานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐยังขาดมาตรการหรือกลไกในการควบคุมกำกับดูแล หรือตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนซึ่งอาจเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีการเรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการและกลไกในการแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าวอย่างเป็นระบบและบูรณาการร่วมกัน โดยมุ่งปิดช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อต่อการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ของกลุ่มนายทุนต่างชาติ การเสริมสร้างกลไกในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลและคุ้มครองความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่กระทำผิด และปราบปรามมัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติอย่างจริงจัง ตลอดจนการป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ย่อมทำให้โครงสร้างการดำเนินธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายลดลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลจากการดำเนินการดังกล่าว จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหมุนเวียนเข้าสู่ผู้ประกอบการไทยและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยมากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดกลไกการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บนพื้นฐานของราคาและคุณภาพการให้บริการที่ได้มาตรฐาน ลดความเสี่ยงต่อการกระทำที่เป็นการหลอกลวงหรือเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว รวมทั้งเอื้อให้ผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ไทยมีโอกาสในการประกอบอาชีพและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะยาว
ข้อเสนอแนะ
เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกลุ่มนายทุนต่างชาติ การเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจนำเที่ยว และการคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมโอกาสในการดำเนินธุรกิจและการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ไทย ตลอดจนเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว จึงเห็นควรเสนอข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว เพื่อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริต การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมาตรการใดที่เป็นช่องทางให้มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีต่อราชการได้ ตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ดังนี้
1. ด้านการแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ของคนต่างด้าว
1) รัฐบาล ควรมีนโยบายมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (Nominee) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการดำเนินการตามแผนงานที่กำหนดไว้ ทั้ง 3 ระยะ ได้แก่
แผนระยะสั้น การตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงต่อการใช้นอมินีใน 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง (2) ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ (3) ธุรกิจ e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า (4) ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท (5) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร (6) ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานในระดับจังหวัด และการเร่งรัดดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
แผนระยะกลาง การพัฒนาระบบ Intelligence Business Analytics System (IBAS) ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) โดยบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบ คัดกรอง และวิเคราะห์ในเชิงลึก รวมทั้งตรวจจับความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ
แผนระยะยาว การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ การกำหนดให้กรณีที่คนไทยให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมทั้งคนต่างด้าวที่ยอมให้คนไทยกระทำการแทน ตามมาตรา 36 (ความผิดฐานนอมินี) และกรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 37 เป็นความผิดมูลฐานตามร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อนำไปสู่การยึด อายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดทั้งคนไทยและคนต่างด้าวให้ตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงการปรับปรุงบทลงโทษกรณีความผิดเกี่ยวกับนอมินีให้สูงขึ้น เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว เป็นต้น
โดยให้ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งควรพัฒนามาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
2) กระทรวงพาณิชย์ ควรพิจารณาทบทวนแนวปฏิบัติในการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยเฉพาะในประเด็นที่บุคคลสัญชาติไทยปรากฏชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัทมากเกินปกติวิสัยที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถบริหารกิจการได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นช่องว่างของกฎหมายประการหนึ่งที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง นำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น จึงควรมีการศึกษาปัญหาในลักษณะนี้อย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ซึ่งอย่างน้อยควรต้องมีมาตรการในการควบคุมหรือจำกัดจำนวนการเข้าเป็นกรรมการบริษัทให้ตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผล
3) กรมการท่องเที่ยว ควรเพิ่มกลไกให้การออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีความเข้มงวดรัดกุมมากขึ้น ดังนี้
(1) ในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ควรมีกระบวนการตรวจสอบย้อนหลังว่าบุคคลสัญชาติไทยที่เป็นเจ้าของกิจการ (รวมถึงผู้เป็นหุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น กรรมการ/ผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล) มีศักยภาพเพียงพอที่จะประกอบธุรกิจนำเที่ยวจริงหรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาจากประวัติการศึกษา การประกอบอาชีพ และฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้และการชำระภาษีเงินได้ประจำปี ย้อนหลัง 3 ปี โดยอาจกำหนดให้มีกลไกการคัดกรองผ่านการสัมภาษณ์จากกรมการท่องเที่ยว เป็นต้น ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ให้รวมถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลด้วย
(2) ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบออนไลน์แบบ Real Time พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือน เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที
(3) ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสถานที่ใช้ประกอบกิจการธุรกิจนำเที่ยว โดยมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าบริษัทนำเที่ยวต้องมีสถานที่ตั้งจริง มีอุปกรณ์และบุคลากรที่แสดงให้เห็นถึงพร้อมในการดำเนินกิจการ รวมทั้งตรวจสอบประวัติการใช้สถานที่ ว่าเคยเป็นที่ตั้งของกิจการที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือเคยใช้จดทะเบียนซ้ำมาแล้วกี่ครั้ง ตลอดจนมีมาตรการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
2. ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม กำกับดูแลการประกอบธุรกิจนำเที่ยว
1) กรมการท่องเที่ยว ควรกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอัตราค่าบริการนำเที่ยวขั้นต่ำอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งอย่างเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว และป้องกันปัญหาการจัดบริการนำเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ รวมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนของแพ็กเกจทัวร์ โดยมีการจัดทำฐานข้อมูลต้นทุนมาตรฐาน (ได้แก่ ค่าที่พัก ค่ายานพาหนะ ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ค่าจ้างมัคคุเทศก์ ค่าอาหาร และค่าประกันภัยอุบัติเหตุ) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบความเหมาะสมของราคา
นอกจากนี้ ควรจัดทำแบบฟอร์มมาตรฐานซึ่งกำหนดให้บริษัทนำเที่ยวต้องแจ้งรายละเอียดต้นทุนค่าบริการในด้านต่าง ๆ อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ หากพบว่าแพ็กเกจทัวร์ใดมีราคาต่ำผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับต้นทุนมาตรฐาน ให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด
2) กรมการท่องเที่ยว ควรพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านการกำกับติดตามการดำเนินงานของบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ รวมถึงการดูแลคุ้มครองนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่
(1) ควรพัฒนาระบบใบสั่งงานมัคคุเทศก์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Job Order Online) ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก สามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตามสถานการณ์ โดยอาจพัฒนาให้รองรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนแบบ offline สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมทั้งปรับปรุงระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เปลี่ยนมาใช้ Job Order Online แทนเอกสารกระดาษ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการเพิ่มภาระในการทำงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาทัวร์เถื่อนและมัคคุเทศก์เถื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(2) ควรเปิดให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท้องที่) และหน่วยงานในพื้นที่ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมทั้ง Job Order ผ่านระบบออนไลน์ แบบ Real Time เพื่อประโยชน์ต่อการบูรณาการข้อมูลในการติดตามกำกับดูแล และคุ้มครองนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง
(3) ควรมีการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งใช้งานได้ง่าย รองรับหลายภาษา และเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อใช้ในการติดต่อประสานงาน หรือขอรับความช่วยเหลือระหว่างการเดินทาง โดยในแอปพลิเคชัน ควรมีระบบรับเรื่องร้องเรียนที่จัดหมวดหมู่ชัดเจน (เช่น ปัญหาการบริการ ไกด์เถื่อน การบังคับซื้อสินค้า หรือ Optional Tour โดยไม่สมัครใจ ฯลฯ) พร้อมทั้งมีระบบติดตามสถานะ.การดำเนินการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
3. ด้านการเสริมสร้างศักยภาพมัคคุเทศก์ไทย และการแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติ
1) รัฐบาลควรมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งรัดผลักดันเรื่องการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพมัคคุเทศก์” ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายว่าด้วยมัคคุเทศก์โดยเฉพาะ เพื่อให้มัคคุเทศก์สามารถกำกับดูแลกันเองทั้งในด้านการรับรองคุณวุฒิ การออกใบอนุญาต/เพิกถอนใบอนุญาต การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของมัคคุเทศก์ไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ตลอดจนป้องกันมิให้ผู้ที่ไม่ได้รับการรับรองเข้ามาทำงานหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อวิชาชีพของตน อันเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับวิชาชีพและแก้ปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม
2) กรมการท่องเที่ยว ควรบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรผู้ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมโครงการ “มัคคุเทศก์น้อย” เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน รวมทั้งพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารและการถ่ายทอดความรู้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพในอนาคต และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในกิจกรรมท่องเที่ยว
3) กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) และกรมการจัดหางาน ควรกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามมัคคุเทศก์เถื่อนต่างด้าวอย่างจริงจัง โดยดำเนินการ ดังนี้
(1) กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่ลักลอบทำงานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยวโดยผิดกฎหมาย โดยต้องบังคับใช้บทลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 พร้อมทั้งใช้มาตรการลงโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมาย รวมถึงขึ้นบัญชีบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร (Blacklist) โดยมีการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometric Data) และบันทึกประวัติการกระทำความผิดในระบบทะเบียนประวัติอาชญากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีทุกกรณีต้องสืบสวนขยายผลไปยังผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่จ้างวานหรือสนับสนุนด้วย
(2) สร้างกลไกความร่วมมือกับเครือข่ายมัคคุเทศก์และประชาชนในพื้นที่ในการเข้ามามีส่วนร่วมสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด โดยจัดให้มีระบบรับแจ้งข้อมูลที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมทั้งมีมาตรการจูงใจ เช่น การพิจารณาจ่ายเงินสินบนหรือรางวัลตอบแทนให้แก่ผู้ที่แจ้งเบาะแส รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมจนสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้จนถึงที่สุด เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย
(3) นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงาน เช่น การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด อัจฉริยะ (CCTV with Facial Recognition) ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการบันทึกและติดตามประวัติรวมถึงพฤติกรรมของชาวต่างชาติที่ต้องสงสัย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีได้อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ ให้มีการเปิดเผยข้อมูลสถิติการจับกุมและดำเนินคดีกับชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงานเป็นมัคคุเทศก์ รวมถึงบริษัทนำเที่ยวที่จ้างวานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ รวมทั้งสร้างแรงกดดันทางสังคมให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว
4. ด้านการควบคุมกำกับดูแลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทนำเที่ยว
1) กรมการท่องเที่ยว ควรจัดทำฐานข้อมูลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ภาพรวมของเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนเฝ้าระวังการผูกขาดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยเป็นนอมินี รวมถึงการเลี่ยงภาษี หรือฟอกเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการตรวจสอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
2) กรมการท่องเที่ยว ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อจัดระเบียบร้านค้าที่ดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทนำเที่ยว เช่น ร้านจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก อัญมณี วัตถุมงคล ฯลฯ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ในการลงพื้นที่สุ่มตรวจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ควรบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกำกับดูแลร้านค้าหรือสถานประกอบการที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งมีมาตรการป้องกันการผูกขาดและการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม
3) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 โดยเพิ่มเติมนิยามของคำว่า “ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว” ซึ่งครอบคลุมถึง ร้านจำหน่ายสินค้า สถานประกอบการ และธุรกิจบริการอื่น ๆ ที่ดำเนินงานร่วมกับบริษัทนำเที่ยวในลักษณะเป็นเครือข่ายหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งกำหนดบทบัญญัติที่ชัดเจนในการควบคุมกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวได้อย่างครอบคลุมและครบวงจร สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจท่องเที่ยวในปัจจุบัน
5. ด้านการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในป้องกันและปราบปรามการทุจริต
สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. ควรดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคประชาชนและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและตรวจสอบการทุจริต โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือมีการเรียกรับสินบนจากผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ โดยจัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสการทุจริตที่เข้าถึงได้ง่าย และปลอดภัย เช่น สายด่วน แอปพลิเคชัน หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนประจำพื้นที่ รวมทั้งมีกลไกการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานผลการขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะฯ เสนอต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นประจำทุกปีด้วย