วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายปกครอง สุวรรณดารา ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพังงา มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กลุ่มภารกิจป้องกันการทุจริต ลงพื้นที่เพื่อติดตามการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดพังงา ต.ท้ายช้าง อ.เมืองพังงา จ.พังงา โดยมีนายสมเกียรติ จงเจริญ ขนส่งจังหวัดพังงา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับและนำเสนอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานดังกล่าว
โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้มีที่มาจากการที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ประชุมหารือร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เมื่อวันที่ 19 มกราคม
2569 เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหารถบรรทุกผิดกฎหมายบนท้องถนน
ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และความเชื่อมั่น
ต่อการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพังงาได้มีการประสานงานบูรณาการกับ
หน่วยงานระดับจังหวัด คือ สำนักงานขนส่งจังหวัดพังงา เพื่อติดตามการดำเนินการตามมตรการในประเด็นดังต่อไปนี้

ื 1.กรณีรถบรรทุกฝ่าฝืนไม่คลุมผ้าใบ
กฎหมายระบุว่าการบรรทุกสิ่งของต้องไม่ตกหล่น รั่วไหล หรือก่อให้เกิดอันตราย หากเป็นรถกระบะบรรทุกเปิดท้ายต้องจัดหาผ้ามาคลุมหรือมีวิธีการป้องกันไม่ให้สิ่งของรั่วไหล

แนวทางการดำเนินงาน: ปัจจุบันขนส่งมักทำหน้าที่เป็น "หน่วยตั้งรับ" โดยอาศัยเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านสายด่วน 1584 หรือเว็บไซต์

หลักฐานการเอาผิด: ต้องมีภาพถ่ายที่ชัดเจน ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และเห็นพฤติการณ์ว่าไม่ได้คลุมผ้าใบรวมถึงเห็นป้ายทะเบียนรถเพื่อออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา

2.กรณีรถบรรทุกไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย (วิ่งขวา)
ข้อกฎหมาย พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา 35 (ฉบับแก้ไขปี 2565) ระบุว่ารถบรรทุกต้องขับในช่องเดินรถด้านซ้ายสุด หรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทางเท่าที่จะกระทำได้ หากมีมากกว่า 1 ช่องทางในทิศทางเดียวกัน เว้นแต่ในกรณีที่ต้องการแซง

แนวทางการบังคับใช้กฎหมาย
- ตำรวจ : กวดขันวินัยจราจรตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 34 และ 35 รถบรรทุกต้องขับในช่องเดินรถด้านซ้ายสุด เว้นแต่จะแซงหรือมีสิ่งกีดขวาง
- ขนส่งจังหวัด : ติดตามพฤติกรรมผ่านระบบ GPS Tracking ในศูนย์บริหารจัดการรถบรรทุกซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ารถคันดังกล่าววิ่งเลนขวาต่อเนื่องเป็นระยะทางเท่าใดเพื่อแจ้งเตือนผู้ประกอบการหรือลงโทษทางปกครอง

3.กรณีดัดแปลงตัวรถและส่วนควบผิดกฎหมาย
ข้อกฎหมาย พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา 6 (รถต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง) และกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกเรื่องการต่อเติมตัวถัง

แนวทางการบังคับใช้กฎหมาย
- ตำรวจ : ตั้งจุดตรวจร่วมเพื่อตรวจสภาพรถเบื้องต้น หากพบการดัดแปลงที่ชัดเจน (เช่น ต่อตัวถังสูงเกินกฎหมาย) จะทำการออกใบสั่งและคำสั่งให้แก้ไข
- ขนส่งจังหวัด : เข้มงวดการตรวจสภาพรถประจำปี (ตรวจสภาพรถ ณ สถานตรวจสภาพรถเอกชน หรือ ตรอ.) และ ส่งชุด "ผู้ตรวจการขนส่ง" ลงพื้นที่สุ่มตรวจสภาพรถตามจุดยุทธศาสตร์ หากพบผิดจะใช้มาตรการ "พ่นสีแดง" (ห้ามใช้รถจนกว่าจะแก้ไข)
- การบูรณาการข้อมูล : ตำรวจและสำนักงานขนส่งทางบกเชื่อมโยงข้อมูลรถที่คาดว่ามีการต่อเติมผิดกฎหมาย (เช่น การเสริมกระบะข้างหรือต่อเติมความสูงเกินเกณฑ์) เพื่อตรวจสอบประวัติและลงโทษ โดยมีอำนาจสั่งหยุดรถเพื่อตรวจสภาพหากพบว่าสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงและอาจเกิดอันตราย สามารถสั่งห้ามใช้รถทันที หรือหากไม่ถึงขั้นอันตรายร้ายแรง สามารถสั่งระงับการใช้รถชั่วคราว (15-60 วัน) เพื่อให้ไปแก้ไขให้ถูกต้องตามที่จดทะเบียนไว้
- มาตราการทางปกครอง : นายทะเบียนมีอำนาจสั่งระงับการใช้รถหรือพักใช้/เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง (ไม่เกิน 6 เดือน) หากผู้ประกอบการปล่อยปละละเลย

4.กรณีรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
การตรวจสอบและจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินเป็นอำนาจหน้าที่หลักโดยตรงของ สถานีตรวจสอบน้ำหนัก (ด่านชั่งน้ำหนัก) ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน

การบูรณาการ: สำนักงานขนส่งจะเข้าไปร่วมสนับสนุนในลักษณะการตั้งด่านร่วม เพื่อตรวจประเด็นอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น ตรวจควันดำ หรือตรวจใบอนุญาตขับรถ

ผลกระทบ: รถที่บรรทุกน้ำหนักเกินมักส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักและก่อให้เกิด "ควันดำ" เกินค่ามาตรฐาน (PM 2.5) ซึ่งขนส่งจะใช้เครื่องมือดิจิทัลตรวจวัดและเปรียบเทียบปรับ ณ จุดตรวจ

โดยภาพรวมสามารถสรุปผลการดำเนินงานได้ดังนี้

1. ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่พบ
1.1 เมื่อเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจการขนส่ง ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะกลุ่มรถที่กระทำความผิด แจ้งข่าวสารกันและหลีกเลี่ยงเส้นทาง
1.2 กรณีรถบรรทุกไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย (วิ่งเลนขวา) จะมีเจ้าหน้าที่ขนส่ง (ชุดตรวจจับความเร็ว) ยืนแสดงตน บริเวณข้างถนนอย่างชัดเจน และถือกล้องตรวจจับความเร็วด้วยแสงเลเซอร์ ทำให้พนักงานขับรถบรรทุก สามารถมองเห็นและเปลี่ยนเป็นขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย

2. การบังคับใช้กฎหมายในหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
2.1 มีการบังคับใช้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มความถี่ในการตรวจจับด้วยกล้องเลเซอร์และการตั้งด่านตรวจการ
2.2 มีการเพิ่มช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

3. ข้อมูลสถิติการจับกุม / ดำเนินคดี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – ปัจจุบัน

3.1 ผลจากการตั้งด่านตรวจการ
1) ใช้รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงไม่มีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง จำนวน 6 คัน (เปรียบเทียบปรับ ณ จุดตรวจ จำนวน 2 คัน ออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 4 คัน)
2) ดัดแปลงตัวรถและอุปกรณ์ส่วนควบผิดกฎหมาย จำนวน 13 คัน (เปรียบเทียบปรับ ณ จุดตรวจ จำนวน 3 คัน และออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 10 คัน)

3.2 ผลจากการรับเรื่องร้องเรียน
1) ใช้รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงไม่มีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง จำนวน 4 คัน (ดำเนินการแล้วเสร็จ 2 คัน ออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 2 คัน)
2) ดัดแปลงตัวรถและอุปกรณ์ส่วนควบผิดกฎหมาย จำนวน 5 คัน (ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 4 คัน ออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 1 คัน)
3) ไม่จัดให้มีวัสดุปกคลุมหรือป้องกันการรั่วไหล (ไม่คลุมผ้าใบ) จำนวน 8 คัน (ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน5 คัน และออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 3 คัน)
4) ขับรถไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย จำนวน 9 คัน (ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 5 คัน ออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 4 คัน)

4. ปัญหา/อุปสรรคด้านอื่นๆ

4.1 ข้อจำกัดด้านบุคลากรและโครงสร้างองค์กร
- จำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ: มีบุคลากรรวมเพียง 51 คน (ข้าราชการ 19 คน) ซึ่งต้องรับผิดชอบภารกิจจำนวนมากทั้งในสำนักงานและสาขาตะกั่วป่า
ซึ่งมีปริมาณงานเพิ่มขึ้นอย่างมากตามการขยายตัวของพื้นที่และจำนวนรถ
- ภาระงานหน้าเคาน์เตอร์หนาแน่น: ฝ่ายทะเบียนและฝ่ายใบอนุญาตขับรถมีข้าราชการเพียงฝ่ายละ 2-3 คน ซึ่งต้องรับผิดชอบงานบริการประชาชนที่มีปริมาณมากจนไม่สามารถแบ่งกำลังออกไปช่วยงานตรวจการภายนอกได้

4.2 อุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายและการออกตรวจการ
- เทคโนโลยีสื่อสารของประชาชน: ประชาชนใช้แอปพลิเคชันและสื่อสังคมออนไลน์แจ้งพิกัดด่านตรวจ ทำให้เมื่อตั้งด่านไปไม่ถึง 1 ชั่วโมง ผู้กระทำผิดจะรู้พิกัดและหลบเลี่ยงเส้นทางหรือหยุดพักรถเพื่อรอให้ด่านเลิก
- การตัดสัญญาณ GPS: ผู้ขับขี่บางรายใช้เครื่องตัดสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบความเร็วหรือพิกัดของรถผ่านระบบ GPS ได้
- สภาพอากาศ: จังหวัดพังงามีฝนตกหนักและตกชุก (ตกติดต่อกัน 5-6 เดือน) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิบัติงานนอกสถานที่และการตั้งด่านตรวจ

4.3 ปัญหาจากปัจจัยภายนอกและภาระงานส่วนเพิ่ม
- นักท่องเที่ยวล้นจากจังหวัดใกล้เคียง: มีผู้มาใช้บริการขอใบอนุญาตขับรถเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากนักท่องเที่ยวจากภูเก็ตล้นมาที่พังงา เพราะคิวผู้รับบริการในภูเก็ตมีปริมาณมาก
- ข้อจำกัดด้านการสื่อสาร: เจ้าหน้าที่ต้องรับมือกับชาวต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งมีปัญหาเรื่องภาษาและมีความเข้าใจในกฎจราจรของไทยที่แตกต่างจากประเทศของตน
- ความเสี่ยงจากการถูกร้องเรียน: งานบริการหน้าเคาน์เตอร์มีความกดดันสูง เจ้าหน้าที่เสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนในเรื่องความล่าช้า แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัย

ข้อเสนอแนะและประเด็นเน้นย้ำ โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพังงา
1. การนำเทคโนโลยีและระบบ AI มาใช้แทนดุลพินิจของมนุษย์
โดยเสนอแนะให้สำนักงานขนส่งในระดับจังหวัด นำระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ AI เข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
2. การปรับเปลี่ยนสู่ระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด
ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพังงา ให้ความสำคัญมากกับ การไม่ให้เจ้าหน้าที่สัมผัสเงินสดโดยตรง เพื่อป้องกันปัญหาการรับสินบนและลดความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่หน้างานจะถูกร้องเรียน
เสนอให้มีระบบที่ประชาชนสามารถชำระเงินผ่านระบบธนาคารหรือ QR Code เข้าบัญชีของหน่วยงานได้ทันทีที่จุดตรวจ เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบโดยตรง
3. การใช้กล้อง (CCTV) เพื่อความโปร่งใส
เสนอให้มีการติดตั้งและใช้กล้อง CCTV ในกระบวนการต่าง ๆ เพื่อบันทึกภาพการปฏิบัติงานและใช้เป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้อง ซึ่งจะช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่จากการถูกกล่าวหาหรือร้องเรียนได้ด้วย
4. การยกระดับการทำงานเชิงรุก
เนื่องจากปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายในบางเรื่อง (เช่น การไม่คลุมผ้าใบ หรือการวิ่งขวา) ยังเป็นลักษณะ "ตั้งรับ" คือรอดำเนินการตามเรื่องร้องเรียนเป็นหลัก ป.ป.ช. จึงแนะนำว่า การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานเชิงรุกได้ดีขึ้นแม้จะมีข้อจำกัดด้านบุคลากร
5. การบูรณาการข้อมูลและมาตรฐานการใช้ดุลพินิจ
ป.ป.ช. มองเห็นปัญหาเรื่อง ความเหลื่อมล้ำในการใช้ดุลพินิจและความรู้ที่ไม่เท่ากัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ขนส่งและตำรวจในข้อหาเดียวกัน จึงเสนอให้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูล ให้หน่วยงานอื่นสามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกได้ง่ายขึ้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน