Contrast
banner_default_2.jpg

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญ กรณี จัดจ้างบุตรของตนเองเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน โดยไม่ได้ดำเนินการคัดเลือกตามระเบียบ และจ่ายเงินค่าจ้างให้บุตรของตน ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติงาน เมื่อปีงบประมาณ 2557 – 2558

จากไชต์: สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตราด
จำนวนผู้เข้าชม: 174

25/10/2568

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญ จำนวน 1 เรื่อง

สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตราด แถลงเรื่องคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญ
กรณีจัดจ้างบุตรของตนเองเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน โดยไม่ได้ดำเนินการคัดเลือกตามระเบียบ
และจ่ายเงินค่าจ้างให้บุตรของตน ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติงาน เมื่อปีงบประมาณ 2557 – 2558 ดังนี้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น
กรณีกล่าวหานาย ว. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์
49 จังหวัดตราด กับพวก จัดจ้างบุตรของตนเองเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน โดยไม่ได้ดำเนินการคัดเลือกตามระเบียบ และจ่ายเงินค่าจ้างให้บุตรของตน ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติงาน ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม 2557 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำนวน 8 เดือน

 

พฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำผิด

เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2557 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 49 จังหวัดตราด มีอัตราว่างในตำแหน่งของพนักงานราชการ ตำแหน่ง ครูผู้สอน นาย ว. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนฯ
ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่
ในการดำเนินการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการ การลงนามในสัญญาจ้างกับผู้ได้รับการสรรหา
และการเลือกสรร โดยนาย ว. ต้องการจ้างนาย ศ. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นบุตรของตน ให้เป็นพนักงานราชการ ตำแหน่ง ครูผู้สอน และแจ้งให้นางสาว ว. หรือนาง ก. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนฯ มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานฝ่ายบุคคล รวมถึงการสรรหา เลือกสรรจัดหา และจัดทำสัญญาจ้างบุคคลในตำแหน่งฯ ดังกล่าว ว่าต้องการจัดจ้างผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้นำเอกสารสำคัญประจำตัวของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ให้กับผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เพื่อจัดทำสัญญาจ้างพนักงานราชการและให้ระบุเนื้อหาในสัญญาจ้างว่า จ้างผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี อัตราค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท โดยไม่ได้มีการจัดสอบเลือกสรรพนักงานราชการตามขั้นตอน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ  พ.ศ. 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 10 และประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการสรรหาและการเลือกสรรพนักงานราชการและแบบสัญญาจ้างของพนักงานราชการ พ.ศ. 2552  ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 และนับตั้งแต่มีการจัดจ้างผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ให้ปฏิบัติงานตำแหน่งพนักงานจ้างตามสัญญาจ้าง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไม่มาปฏิบัติงานตามสัญญาจ้าง และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่อนุมัติจ่ายเงินของโรงเรียน ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4 และข้อ 14 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในฐานะหัวหน้างานการเงิน ทราบมาโดยตลอดว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไม่มาปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างกลับมีการตรวจฎีกาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนรายเดือนให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 รวมจำนวน 8 เดือน ๆ ละ 18,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 144,000 บาท เป็นเหตุให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 49 จังหวัดตราด ได้รับความเสียหาย

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

     การกระทำของนาย ว. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง

    การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91  และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ข้อ 24 (1) (2) และ (8)

    การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง

 

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

----------------------------------------------------------------

การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด

ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

Related