จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 690
เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (Knowledge hub for Regional Anti-corruption and good governance Collaboration: KRAC) ได้จัด “การประชุมเชิงวิชาการด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 1” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานด้านการต่อต้านการทุจริตจากนานาประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อแลกเปลี่ยนคบวามรู้ เครื่องมือ และแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตใน 3 ด้านหลักของความพยายามต่อต้านการทุจริตทั่วโลก ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูล การกำกับดูแลการบริหารงบประมาณ และกระบวนการทางนิติบัญญัติ
หัวข้อที่ 1: "การใช้ข้อมูลเปิดเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและคุณธรรม" ดำเนินการเสวนาโดย นางสาวซินเธีย แกเบรียล ผู้อำนวยการผู้ก่อตั้ง Center to Combat Corruption and Cronyism จากมาเลเซีย
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้รับผิดชอบโครงการ Open Bangkok Initiative ได้เน้นย้ำว่าขณะนี้กรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการตามหลักการ 5 ประการ ได้แก่ การให้ความสำคัญกับโครงการใหญ่ และโครงการเส้นเลือดฝอย การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน สร้างความมั่นใจในการบริการสาธารณะและความซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่ และส่งเสริมความร่วมมือกับประชาชน โดย Open Bangkok Initiative ครอบคลุม 5 มิติ ดังนี้
ถัดมา นายวานา อาลัมชยา จาก Indonesia Corruption Watch และ Opentender.net เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนควบคู่ไปกับเทคโนโลยีในการต่อสู้กับการทุจริต ทั้งนี้ Opentender.net เป็นแพลตฟอร์มของอินโดนีเซีย ที่รวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง สัญญา และการประกวดราคาของรัฐบาล เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการตรวจสอบ ตัวอย่างความสำเร็จของ Opentender.net คือโครงการ "Monitoring Marathon" ซึ่งสนับสนุนให้ประชาชนจัดตั้งทีมและแข่งขันกันตรวจสอบโครงการของรัฐบาล
นายไคริล ยูซอฟ ผู้ร่วมก่อตั้ง Sinar Project แห่งมาเลเซีย เน้นย้ำถึงความท้าทายในการได้รับข้อมูล โดยสังเกตว่าคะแนนเฉลี่ยของข้อมูลเปิดในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ระดับ 25 เท่านั้น จากคะแนนเต็ม 100 ดังนั้นการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันข้อมูลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการได้รับข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อต่อต้านการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตต้องปฏิบัติตามมาตรฐานข้อมูลเปิดเพื่อให้แน่ใจว่ามีประโยชน์ โครงการ CoST ถูกยกเป็นตัวอย่างของการให้ข้อมูลพื้นฐานโครงการ เช่น งบประมาณและวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและภาระความรับผิดชอบ
หัวข้อที่ 2: "โครงการริเริ่มเพื่อส่งเสริมการบริหารการเงินที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ" ดำเนินการเสวนาโดย นายอัลวิน นิโคลา ผู้จัดการโครงการของหน่วยงานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย องค์กร Transparency International Indonesia
หัวข้อนี้เริ่มต้นที่ นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งกล่าวถึงภาพรวมของโครงการ Integrity Pact (IP) เขาแนะนำว่าโครงการ IP เกี่ยวข้องกับผู้สังเกตการณ์อิสระและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เช่น เพิ่มความโปร่งใสในงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้าง สร้างความเชื่อถือแก่ประชาชน ส่งเสริมค่านิยมความโปร่งใสในสังคม และประหยัดค่าใช้จ่ายภาครัฐได้หลายพันล้านบาท
ถัดมา นางสาวธนิสรา เรืองเดช ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท Punch Up และ Wevis (ประเทศไทย) กล่าวถึงบทบาทของ Punch Up ในการแสดงภาพข้อมูลรัฐบาลที่ซับซ้อนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล เธอแบ่งปัน 3 บทเรียนที่ได้รับจากการทำงาน 4 ปี ดังนี้
ผู้บรรยายคนสุดท้ายในหัวข้อนี้ ได้แก่ นางสาวชรียา พาสุ จาก Open Government Partnership (OGP) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอธิบายการทำงานของ OGP ในการส่งเสริมธรรมาภิบาลที่โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณและด้านอื่น ๆ เธอยกตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น การใช้ข้อมูลเปิดเพื่อพัฒนาการศึกษาแบบครอบคลุมในอินโดนีเซีย ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของรัฐบาล สร้างแรงจูงใจแก่ผู้เสียภาษี และลดการทุจริต
นอกจากนี้ นางสาวชรียา ยังสรุปบทเรียนที่ได้รับจากการทำงานของ OGP ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการขาดความตระหนักรู้ของประชาชนในการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ ความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล ซึ่งมักต้องใช้เวลา และความยากในการเปลี่ยนโครงการนำร่องให้เป็นโครงการริเริ่มที่ยั่งยืน
หัวข้อที่ 3: "การประเมินและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงการคอร์รัปชันในการกระบวนการนิติบัญญัติ" ดำเนินการเสวนาโดย ศาสตราจารย์แมทธิว ซี. สตีเฟนสัน แห่งวิทยาลัยกฎหมายฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นนักวิชาการอาคันตุกะ แห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายจองโอ ซน ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิพลเมืองและการป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (The Anti-Corruption and Civil Rights Commission: ACRC) ของเกาหลีใต้ แบ่งปันความสำเร็จของเกาหลีใต้ในการใช้กรอบการประเมินความเสี่ยงการทุจริตในกฎหมายใหม่ เขากล่าวว่ากฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องใดก็ตาม มีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริต หากขาดความชัดเจน ความโปร่งใส และกลไกสำหรับความรับผิดชอบที่ชัดเจน เกาหลีใต้จึงใช้กระบวนการประเมินความเสี่ยงต่อการทุจริตในการออกกฎหมาย เพื่อป้องกันการทุจริตตั้งแต่เริ่มต้น
นอกเหนือจากกระบวนการประเมินความเสี่ยงแล้ว ACRC ของเกาหลีใต้ยังใช้มาตรการอื่น ๆ รวมถึงการกำหนดจรรยาบรรณสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การเปิดเผยทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างครอบคลุม และการกำหนดช่องทางที่ปลอดภัยสำหรับการร้องเรียนแจ้งเบาะแส
ทางด้าน นางสาวลิเดีย ซูร์ยานี วิดายาติ หัวหน้าฝ่ายร่างกฎหมายของรัฐสภาอินโดนีเซีย ที่เพิ่งนำกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตมาใช้ในการร่างกฎหมาย อธิบายว่า ร่างกฎหมายที่ไม่ดีเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริต ดังนั้น ในกระบวนการร่างกฎหมาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระบุขอบเขต ประเภท และบทบัญญัติของกฎหมาย กำหนดเวลาที่ชัดเจน กำหนดบทลงโทษสำหรับการกระทำผิด และกำหนดพฤติกรรมที่เหมาะสม
สุดท้าย รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ รองประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล และอดีตที่ปรึกษากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกตัวอย่างปัญหาจริงของกฎหมายไทยบางฉบับ ที่ขาดการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตจนนำไปสู่ปัญหามากมาย เช่น กฎหมายควบคุมดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มีบทบัญญัติไม่ชัดเจน ขาดความโปร่งใส และมอบหมายให้บุคคลที่ไม่เหมาะสมดูแล ส่งผลให้เกิดคดีทุจริตมากมาย ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตของกฎหมายทุกฉบับจึงมีความสำคัญสูงสุดในการป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้น
ผู้ที่สนใจชม “การประชุมเชิงวิชาการด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” สามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/3CH2zzV