วันนี้ขอนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลเสียของการทุจริตต่อภาครัฐ และบทลงโทษทางกฎหมายที่ผู้กระทำต้องรับผิดครับ
ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ก. มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุม กำกับดูแลบุคลากรทางการศึกษา การเงิน พัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น ๆ ของโรงเรียนให้เป็นไปตามระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ โรงเรียน ก. ได้รับเงินตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีงานทำของนักเรียนให้มีรายได้ระหว่างเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 321,000 บาท จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และได้มีการเบิกจ่ายเงิน จำนวน 40,000 บาท โดยเป็นค่าทำงานให้แก่นักเรียน จำนวน 37,850 บาท และเป็นค่าซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด จำนวน 2,150 บาท คงเหลือเงินอยู่ในความครอบครองของจำเลย จำนวน 281,000 บาท จำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 281,000 บาท ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

*คำพิพากษาอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ คดีหมายเลขดำที่ อท 483/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 4445/2564
กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมได้ และได้กระทำการเบียดบังเงินของหลวงไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ส่งผลให้ราชการได้รับความเสียหาย ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ จึงเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนพึงตระหนัก เพราะการเบียดบังเงินหลวงไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ
แต่ผู้กระทำยังต้องได้รับโทษตามกฎหมายถึงขั้นจำคุกอีกด้วย