Contrast
banner_default_3.jpg

ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และ 2550

จากไชต์: วารสารวิชาการ
จำนวนผู้เข้าชม: 662

18/12/2563

ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และ 2550[1]

         

                   ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรควบคุมกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน      ซึ่งจัดตั้งขึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 ยังคงให้มีศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน หากแต่ต่างกันในเรื่องขององค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็มีหลายกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม

                   รัฐธรรมนูญ (Constitution) เป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ เกิดจากอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ หรืออำนาจก่อตั้งระบอบและองค์กรทางการเมือง (Constituent power) คืออำนาจสูงสุดเป็นล้นพ้นไม่มีข้อจำกัดที่สถาปนาหรือจัดให้มีรัฐธรรมนูญ เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญก็เป็นผู้สถาปนาระบอบและองค์กรทางการเมือง ผลของความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ คือ 1) รัฐจะตรากฎหมายหรือกระทำการ  ใด ๆ ให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้ 2) องค์กรของรัฐต้องผูกพันปฏิบัติให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 3) มีมาตรการควบคุมมิให้มีการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีการป้องกันมิให้องค์กรของรัฐล่วงละเมิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และ 4) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกระทำได้ยาก

                   การที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ทำให้องค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องเคารพหลักการและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐต่าง ๆ ซึ่งระบบการตรวจสอบและองค์กรที่ทำหน้าที่ของแต่ละประเทศมีลักษณะแตกต่างกันไป บางประเทศให้รัฐสภาเป็นองค์กรควบคุม บางประเทศใช้ศาลยุติธรรม เช่นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ให้ศาลฎีกามีอำนาจควบคุมเป็นต้น บางประเทศให้องค์กรพิเศษ ได้แก่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เช่น ฝรั่งเศส หรือศาลรัฐธรรมนูญ เช่น ออสเตรีย เยอรมัน อินโดนีเซียเกาหลีใต้ เป็นต้น สำหรับกรณีของประเทศไทยตั้งแต่

เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนถึงปัจจุบันรวม 18 ฉบับ ได้ใช้องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหลายองค์กร ได้แก่ รัฐสภา ศาลยุติธรรม(ศาลฎีกา) คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน จึงเห็นได้ว่าประเทศไทยได้ผ่านการใช้รูปแบบองค์กรตรวจสอบมาแล้วทุกรูปแบบที่มีใช้อยู่ในโลก

          ในประเทศต่าง ๆ มีองค์กรที่ควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย 3 ระบบ คือ ระบบที่ใช้รัฐสภา ระบบที่ใช้ศาลยุติธรรม ซึ่งประเทศที่ยึดแนวทางนี้ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น จีน อินเดีย มาเลเซีย กับประเทศที่ใช้องค์กรพิเศษ ทั้งในรูปแบบองค์กรทางการเมือง ดังเช่น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส และองค์กรพิเศษในรูปแบบของศาล หรือที่เรียกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้แก่ เยอรมัน สเปน ออสเตรเลีย อิตาลี สวีเดน ประเทศไทย แม้ต่อมาจะมีการจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาของการนำระบบ ศาลยุติธรรมมาเป็นองค์กรควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย แต่ก็ยังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอิสระหรือความเป็นองค์กรทางการเมือง จึงเกิดแนวความคิดจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทยเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

                   ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการที่จะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อีกทั้งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ควบคุมกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีสำคัญหลายคดีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลใช้บังคับเป็นต้นมาได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสียเอง สุ่มเสี่ยงต่อการก้าวล่วงการใช้อำนาจอธิปไตยขององค์กรอื่น อันจะเป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ นำมาสู่ความสงสัยในหมู่ประชาชนว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญได้มอบหมายไว้หรือไม่ และการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างมีอิสระหรือไม่

                   แต่อย่างไรก็ตามศาลรัฐธรรมนูญที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังพบว่ายังมี ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ซึ่งผู้เขียนมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

                   1) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้เฉพาะร่างกฎหมายที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วและก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยเท่านั้น

                   2) ควรลดองค์ประกอบที่เป็นผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและตุลาการศาลปกครอง ตามมาตรา 204 (1) และ (2) ลง และให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล เข้ามามีสัดส่วนในการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มากขึ้น

                   3) องค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญ ควรมี 2 องค์คณะ ๆ ละ 9 คน แบ่งเป็น องค์คณะที่มีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายและองค์คณะที่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความรวดเร็วในการพิจารณาวินิจฉัยและความชำนาญให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย

                   4) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน    ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด

                   5) การทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีความยึดโยงกับประชาชน เพราะองค์กรตุลาการก็เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของปวงชนชาวไทยประชาชนจึงสมควรที่จะมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจไม่ใช่เฉพาะอำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจบริหารเท่านั้น แต่ต้องหมายรวมถึงอำนาจตุลาการด้วย               

                   6) แก้ไขบทบัญญัติมาตรา 214 ให้ครอบคลุมถึงการวินิจฉัยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่เป็นศาลด้วยเพราะบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหาได้                

                   7) ปัจจุบันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ควรให้มีการเปลี่ยนตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่งในสามทุกสามปี

                   8) วิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญปัจจุบันรัฐธรรมนูญบัญญัติให้วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญบัญญัติต่อไปว่าในระหว่างที่ยังมิได้มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจออกข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัยได้

                   9) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องเป็นคดีเฉพาะเท่านั้น ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยได้ทุกเรื่อง

 

[1] สรุปจากวารสารวิชาการ ป.ป.ช. ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2557 : เขียนบทความโดยนายวรพชร  จันทร์ขันตี (สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)) สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.nacc.go.th/download/sakdinan_khu/y71/ton2_2.pdf

Related