Contrast
Font
67d6951ce359c9842f8d43d3a4996020.jpg

ป.ป.ช. เผย การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ต้นเหตุแห่งทุจริตทำลายชาติ

จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 271

11/07/2566

        ป.ป.ช.เผยรูปแบบของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ พร้อมออกมาเตือนเจ้าหน้าที่รัฐพึงตระหนักในหลักธรรมาภิบาล เลี่ยงความเสี่ยงพฤติกรรมทุจริต ความเคยชินที่เป็นต้นเหตุการคอร์รัปชั่น ทำลายอนาคตของตนเองและชาติบ้านเมือง

         นายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า แนวทางการแก้ปัญหาการทุจริตอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มต้นแก้ไขที่ ตัวบุคคล โดยการปรับเปลี่ยนระบบการคิดของคนในสังคมแยกแยะให้ได้ว่า… “เรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนตน เรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนรวม” แยกให้ได้อย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันการมีพฤติกรรมที่เข้าข่าย การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม หรือที่เรียกว่า Conflict of Interest ซึ่งมีรูปแบบของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม แบ่งเป็น 7 รูปแบบ คือ 

        1.การรับผลประโยชน์ต่างๆ (Accepting benefits) ซึ่งผลประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ของขวัญ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดใน ลักษณะเดียวกันนี้และผลจากการรับผลประโยชน์ต่างๆนั้น ได้ส่งผลให้ การตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

        2.การทำธุรกิจกับตนเอง (Self - dealing) หรือเป็น คู่สัญญา (Contracts) เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ในการตัดสินใจ เข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานที่ตนสังกัด โดยอาจจะเป็นเจ้าของบริษัทที่ทำสัญญาเอง หรือเป็นของเครือญาติ สถานการณ์เช่นนี้เกิดบทบาทที่ขัดแย้ง หรือเรียกได้ว่าเป็นทั้งผู้ซื้อและ ผู้ขายในเวลาเดียวกัน

        3.การทำงานหลังจำกออกจำกตตำแหน่งหน้ำที่สาธารณะ หรือหลังเกษียณ (Post - employment) เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ลาออกจากหน่วยงานของรัฐ และไปทำงานในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจ ประเภทเดียวกันหรือบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานเดิมโดยใช้อิทธิพลหรือความสัมพันธ์จากที่เคยดำรงตำแหน่งในหน่วยงานเดิม นั้น หาประโยชน์จากหน่วยงานให้กับบริษัทและตนเอง

        4.การทำงานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) ในรูปแบบนี้มีได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตั้งบริษัทดำเนินธุรกิจ ที่เป็นการแข่งขันกับหน่วยงานหรือองค์การ สาธารณะที่ตนสังกัด หรือการรับจ้างพิเศษเป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยอาศัยตำแหน่งในราชการสร้างความน่าเชื่อถือว่าโครงการของผู้ว่าจ้าง จะไม่มีปัญหาติดขัดในการพิจารณาจากหน่วยงานที่ที่ปรึกษาสังกัดอยู่

        5.การรู้ข้อมูลภายใน (Inside information) เป็นสถานการณ์ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ประโยชน์จากการที่ตนเองรับรู้ข้อมูลภายใน หน่วยงาน และนำข้อมูลนั้นไปหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง อาจจะไปหาประโยชน์โดยการขายข้อมูลหรือเข้าเอาประโยชน์เสียเอง

        6.การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว (Using your employer’s property for private advantage) เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนำเอาทรัพย์สินของราชการซึ่งจะต้องใช้เพื่อ ประโยชน์ของทางราชการเท่านั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือ พวกพ้อง หรือการใช้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปทำงานส่วนตัว

        7. การเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงอนุมัติโครงการ ไปลงพื้นที่หรือบ้านเกิดของตนเอง หรือการใช้งบประมาณสาธารณะเพื่อหาเสียง

        รูปแบบดังกล่าว ล้วนเป็นข้อควรระวังที่ควรหลีกเลี่ยง โดยควรตระหนักอยู่เสมอว่า เจ้าหน้าที่รัฐควรประพฤติปฏิบัติตนให้ตั้งอยู่ในหลักสุจริต โปร่งใส ทำประโยชน์สูงสุดแก่ชาติบ้านเมือง

Related