จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 28
ป.ป.ช. จับมือ มสธ. เดินหน้าขับเคลื่อนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและมาตรการแก้ไขปัญหาการทุจริตแบบบูรณาการ
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. โดยสำนักพัฒนาวิชาการด้านการศึกษาและกระบวนการมีส่วนร่วมต้านทุจริต ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เพื่อประชุมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการระหว่างสองหน่วยงาน การประชุมดังกล่าวมีคณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. นำโดย นายสุชาติ กรวยกิตานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วย นางสาวลลิตา โภชนพันธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และนางวริดา ตันบุญเอก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาวิชาการด้านการศึกษาและกระบวนการมีส่วนร่วมต้านทุจริต เข้าร่วมหารือกับคณะผู้บริหารและคณาจารย์ มสธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนศักดิ์ สายจำปา รองอธิการบดีฝ่ายแผน ยุทธศาสตร์ และเทคโนโลยีการศึกษา และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์สิทธิ์ อรุณรัตนากุล ประธานกรรมการประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ และคณะ ณ ห้องประชุมผู้บริหาร 1514 อาคารบริหาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สาระสำคัญของการหารือมุ่งเน้นการจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อศึกษารูปแบบการนำวิชากฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (Laws on prevention and suppression of corruption) บรรจุในชุดวิชาของมหาวิทยาลัย ทั้งในสาขาวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิทยาการจัดการ และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพิจารณาการนำระบบ e-Learning หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษาและการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรของมหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ มสธ. ยังพร้อมสนับสนุนการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อการเรียนรู้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. อาทิ เนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) เพื่อยกระดับศักยภาพทางวิชาการและขยายผลการเรียนรู้ด้านการต้านทุจริตให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่อไป
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน MOU ทางวิชาการระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. และ มสธ. เพื่อเพื่อร่วมสร้างความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา และปลูกฝังค่านิยม “ไม่ทนต่อการทุจริต” ให้แก่เยาวชนและประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน