Contrast
Font
a9c77266646017805823c7fefcd9b7ae.jpg

ป.ป.ช. แจงกรณีนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. กับพวก ต่อศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ ภาค 4 ในฐานความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 3784

23/05/2567

ป.ป.ช. แจงกรณีนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. กับพวก ต่อศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ ภาค 4 ในฐานความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

       วันนี้ (23 พฤษภาคม 2567) นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร แถลงข่าวกรณีตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงทางสื่อสังคมออนไลน์ ในกรณีที่นางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์  ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร เป็นโจทก์ ฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. กับพวก รวม 8 คน เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4 ในฐานความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาว่าในช่วงเดือนธันวาคม 2556 จำเลยได้รื้อฟื้นนำคดีที่โจทก์เคยถูกร้องเรียนเรื่องการแต่งตั้งนางสาวพลอยพชร      ตั้งปณิธานนท์ ซึ่งเป็นบุตรสาว ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร และต่อมาอัยการสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว แต่จำเลยกับพวกกลับร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์อย่างไม่เป็นธรรม และขัดต่อกฎหมาย โดยนำคดีที่ถึงที่สุดไปแล้วมาฟ้องใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งต่อมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ได้นัดไต่สวน มูลฟ้อง ในวันที่ 26 สิงหาคม 2567 เวลา 09.00 น. นั้น

         สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนว่าเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากมีผู้ร้องเรียนกล่าวหานางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ว่ากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีที่แต่งตั้งนางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ซึ่งเป็นบุตรสาวของโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร โดยที่นางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ไม่เคยมาปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้ง แต่ยังคงได้รับค่าตอบแทนในตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร เป็นรายเดือนเต็มเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ถึงเดือนเมษายน 2557

      เนื่องจากเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีมูลค่าความเสียหายไม่มาก และมิใช่ความผิดร้ายแรง คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติส่งเรื่องกล่าวหาให้พนักงานสอบสวนรับเรื่องไปดำเนินการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการทางวินัยตามหน้าที่และอำนาจ ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา 63 และมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ผลปรากฏต่อมาว่า ภายหลังที่พนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ได้รายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จังหวัดมุกดาหาร มีคำสั่งยุติเรื่องและพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยและเห็นชอบให้เรียกสำนวนการสอบสวน  จากจังหวัดมุกดาหารและสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารมาเพื่อดำเนินการไต่สวน ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่ระบุว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับผลการดำเนินการตามรายงานตามมาตรา 65 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจเรียกสำนวนการไต่สวนหรือสอบสวนมาเพื่อดำเนินการได้ โดยจะดำเนินการไต่สวนใหม่ทั้งหมด หรือนำผลการไต่สวนหรือสอบสวนของหน่วยงานของรัฐนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนมาถือเป็นการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้น เพื่อดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น ตามบทบัญญัติมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว

       ภายหลังที่คณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้มีหนังสือเชิญนางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มาชี้แจงหรือให้ข้อเท็จจริงภายหลังที่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบในประเด็นที่ว่า นางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหารหรือไม่ อย่างไร  ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมิได้เดินทางมาให้ถ้อยคำ และมิได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อหักล้างในประเด็นที่คณะไต่สวนเบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบแต่ประการใด ส่งผลให้ในเวลาต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนไต่สวนเบื้องต้นของคณะไต่สวนเบื้องต้นที่เสนอ โดยเห็นว่าการที่นางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ตามคำสั่งเทศบาลเมืองมุกดาหาร ที่ 789/2556 เรื่อง แต่งตั้งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2556 นั้น เป็นช่วงระยะเวลาที่นางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ เป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมอากาศยาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาปลายในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 จำนวน 6 วิชา ซึ่งจะต้องเข้าเรียนตลอดภาคการศึกษาปลายปีการศึกษา 2556 ในรายวิชาต่าง ๆ ทุกวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์   ซึ่งต้องเข้าเรียนในทุกรายวิชาทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะรายวิชา AERO ENG LAB ll เป็นการเรียนด้านปฏิบัติการที่มีลักษณะเป็นงานกลุ่ม และต้องเข้าปฏิบัติงานทุกคาบเรียนและนำเสนอการปฏิบัติงานทุกคาบ มิฉะนั้นจะไม่ผ่านวิชาดังกล่าว และในวิชา AIR DYN STB CONTR (เรียนทุกวันเสาร์) , AERODYNAMICS ll (เรียนทุกวันอังคาร) ,  AIR STRUC ll (เรียนทุกวันจันทร์) กลุ่มวิชาข้างต้นเป็นวิชาเฉพาะสาขาวิศวกรรมอากาศยานที่มีนิสิตในชั้นเรียนเพียง 13 คน ซึ่งเพื่อนร่วมชั้นให้การว่าเท่าที่จำได้ก็ไม่มีนิสิตคนใดไม่เข้าเรียนยาวสองสัปดาห์ แต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่านางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ได้เข้าเรียนตามวิชาที่ลงทะเบียนเรียนในทุกสัปดาห์ และไม่สามารถขาดเรียนเพื่อปฏิบัติงานในเดือนนั้นตั้งแต่ 20 วันขึ้นไป ในช่วงเดือนมกราคม 2557 ถึงเดือนเมษายน 2557 ได้อย่างแน่แท้ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหารเป็นรายเดือนเต็มเดือนได้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ถึงเดือนเมษายน 2557 ฉะนั้น กรณีที่นางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในฐานะที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร และเป็นโจทก์ในคดีนี้ ได้แต่งตั้งนางสาวพลอยพชร  ตั้งปณิธานนท์  ซึ่งเป็นบุตรสาว เพื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร โดยที่นางสุวรรณี  ตั้งปณิธานนท์  และนางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ต่างก็มีภูมิลำเนาพักอาศัยอยู่ในทะเบียนราษฎรเดียวกัน นางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ ย่อมทราบดีว่า นางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรี   เมืองมุกดาหารในระหว่างที่ศึกษาในชั้นปีที่ 3 ภาคการศึกษาปลายปีการศึกษา 2556 ได้ แต่กลับไม่ดำเนินการ ออกคำสั่งให้นางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ พ้นจากตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร หรือระงับการเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้กับนางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ที่จ่ายไปในอัตราเดือนละ 15,750 บาท ระยะเวลา 4 เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 63,000 บาท เป็นเหตุให้เทศบาลเมืองมุกดาหารหรือทางราชการได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

        คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 40/2567 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 6 เสียง ในกรณีกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายว่าการกระทำของนางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดฐานปฏิบัติการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน ละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือมีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย แก่ศักดิ์ตำแหน่งหรือแก่เทศบาล หรือแก่ราชการ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 73

         การกระทำของนางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่  หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91

      ทั้งนี้ ได้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับนางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ และนางสาวพลอยพชร ตั้งปณิธานนท์ และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบด้วย และให้แจ้งเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง

      ด้วยเหตุผลตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น การดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดโจทก์ในฐานะที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไต่สวน เป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติมาตรา 63 มาตรา 64 มาตรา 65 และมาตรา 66 ที่ระบุให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจเรียกสำนวนการไต่สวน หรือสอบสวนมาเพื่อดำเนินการได้ โดยจะดำเนินการไต่สวนใหม่ทั้งหมด หรือนำผลการไต่สวนหรือสอบสวนของหน่วยงานของรัฐนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนมาถือเป็นการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้ ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับผลการดำเนินการตามรายงานตามมาตรา 65 แม้เรื่องดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรงก็ตาม การไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดดังกล่าว จึงมิได้เป็นการกระทำในลักษณะที่เป็นการกลั่นแกล้ง หรือมุ่งหมายให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่ประการใด      

        จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

 

      การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด               ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

Related