จากไชต์: สำนัก มาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม
จำนวนผู้เข้าชม: 95
มาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530
ที่มาและความสำคัญ
การลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา พบว่ายุทธภัณฑ์ฯ ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในหลายกรณี อาทิ ขบวนการค้ายาเสพติด ปัญหาการแบ่งแยกดินแดน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขบวนการเหล่านี้จะมีกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเป็นประจำ ต้องมีกองกำลังคุ้มครองและใช้ยุทธภัณฑ์ฯ ในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงกลุ่มมือปืนรับจ้างที่มีอาวุธอานุภาพร้ายแรงอย่างยุทธภัณฑ์ฯ ใช้สังหารบุคคลที่ได้รับจ้างมา เป็นต้น ประกอบกับปรากฏข้อเท็จจริงในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการจับกุมการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ อาทิ การขโมยระเบิดและเครื่องกระสุนจากคลังอาวุธ ก่อนนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ สภาพการณ์เหล่านี้ส่งผลให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทย สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งของการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ คือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยอาศัยช่องทางจากความหละหลวมของกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ รวมทั้งขาดการควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มงวด จริงจังและเคร่งครัด
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ ในประเทศไทยนั้น ได้ทำเป็นขบวนการมาช้านาน มีวิธีดำเนินการที่หลากหลาย และมักจะมีบุคลากรจากภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง สำนักงาน ป.ป.ช. จึงได้ทำการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ โดยรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ จากบทความ ข่าว งานวิจัย รวมทั้งสอบถามและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น เพื่อเสนอมาตรการ ความเห็น หรือข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ
การมีมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 อย่างเป็นระบบและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยช่วยลดการรั่วไหลและการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภายในหน่วยงานรัฐ ส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและการประสานงานระหว่างหน่วยงานให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศต่อศักยภาพของรัฐในการควบคุมยุทธภัณฑ์ฯ และรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศในระยะยาว
ข้อเสนอแนะ
ปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ โดยการนำเข้ามาจากต่างประเทศ หรือการค้ายุทธภัณฑ์ฯ ที่เกิดจากการลักลอบมาจากคลังแสงของทางราชการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว จึงเห็นควรเสนอมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 เพื่อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริต การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมาตรการใดที่เป็นช่องทางให้มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีต่อราชการได้ ตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ดังนี้
1. ด้านนโยบาย
1) รัฐบาลควรกำหนดนโยบาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่มียุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ในครอบครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ ร่วมกันจัดทำ “ยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้” เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีการดำเนินการประสานสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน
2) รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคลังเก็บยุทธภัณฑ์ฯ ทั่วประเทศ โดยควรเพิ่มระบบรายงานการตรวจนับ เช่น ใช้ภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดร่วมด้วย เป็นต้น สำหรับกลไกการติดตามคืนให้ดำเนินการเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
3) รัฐบาลควรส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือ โดยสนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการวิจัยและพัฒนา ดังนี้
(1) เครื่องมืออุปกรณ์ในการตรวจสอบ ค้นหายุทธภัณฑ์ฯ และยาเสพติด เช่น กรณีที่ซุกซ่อนมากับสินค้าเกษตรบนยานพาหนะหรือตู้คอนเทนเนอร์ เป็นต้น
(2) เครื่องมือหรือระบบที่ใช้เทคโนโลยีหรือระบบออนไลน์มาช่วยในการควบคุม ตรวจสอบการผลิตอาวุธของโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน เสริมกับการใช้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม ซึ่งการวิจัยและพัฒนาระบบดังกล่าวจะสามารถตรวจสอบการผลิตอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ด้านการป้องกัน
1) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรกำหนดมาตรการและแนวทางในการปิดกั้น ลบข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยุทธภัณฑ์ฯ ทุกชนิดทางสื่อสังคมออนไลน์ในทุกช่องทาง รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
2) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรกำหนดให้มีการพัฒนากลไกและมีมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งหรือจำหน่ายยุทธภัณฑ์ฯ และสินค้าที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางระบบขนส่งพัสดุภัณฑ์และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการขนส่งในการคัดกรองสินค้า หากฝ่าฝืนให้กำหนดบทลงโทษไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน
3) กระทรวงกลาโหมและสำนักข่าวกรองแห่งชาติควรพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยความมั่นคงและระบบการข่าว เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ ในพื้นที่ชายแดน โดยมุ่งสร้างความร่วมมือและบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาใช้สนับสนุนการดำเนินงาน รวมถึงพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและระบบตรวจการณ์บริเวณช่องทางสัญจรข้ามแดนและพื้นที่ชายฝั่งทะเล เพื่อให้สามารถติดตาม เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และลดความซ้ำซ้อนของการทำงานด้านการข่าวในพื้นที่ชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ
4) กระทรวงกลาโหมและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ควรพัฒนาระบบการสัญจรข้ามแดนให้สามารถป้องกันและควบคุมการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ ที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคง ตลอดจนดำเนินการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดในการป้องกัน สกัดกั้นและระงับยับยั้งการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การพัฒนาระบบการสัญจรหรือการพัฒนาการจัดทำเอกสารผ่านแดน ประเภทบัตรผ่านแดน และบัตรผ่านแดนชั่วคราวให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกด้าน
5) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ควรพิจารณาออกกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลธุรกิจไปรษณีย์เอกชนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นด้านความปลอดภัยและการยืนยันตัวตนผู้ส่งพัสดุภัณฑ์ ควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการให้บริการ รวมถึงขั้นตอนการยืนยันตัวตนผู้ส่งพัสดุภัณฑ์เพื่อให้ไปรษณีย์เอกชนทุกรายปฏิบัติในระดับเดียวกัน โดยเป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียนและประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
6) กระทรวงกลาโหมและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ควรกำหนดโทษในทางอาญาและทางวินัยให้หนักขึ้น กรณีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการหายไปของยุทธภัณฑ์ฯ ในที่จัดเก็บยุทธภัณฑ์ฯ ของหน่วยงานรัฐ ทั้งในส่วนของผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลยุทธภัณฑ์ฯ ในวันที่ยุทธภัณฑ์ฯ หายไป และผู้ที่ขโมยยุทธภัณฑ์ฯ ออกจากที่จัดเก็บยุทธภัณฑ์ฯ ของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลยุทธภัณฑ์ฯ ในที่จัดเก็บยุทธภัณฑ์ฯ ของหน่วยงานรัฐมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้ที่จะขโมยยุทธภัณฑ์ฯ ออกจากที่จัดเก็บยุทธภัณฑ์ฯ ของหน่วยงานรัฐมีความเกรงกลัวต่อกฎหมายไม่กล้ากระทำความผิด
7) หน่วยงานรัฐที่มียุทธภัณฑ์ฯ อยู่ในการครอบครองควรคัดกรองตรวจสอบประวัติโดยละเอียดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมและเก็บรักษายุทธภัณฑ์ฯ ว่ามีปัญหาทางด้านการเงินหรือติดการพนันหรือไม่ เพื่อเป็นการคัดกรองและป้องกันปัญหาการขโมยยุทธภัณฑ์ฯ ออกจากคลังเก็บยุทธภัณฑ์ฯ ของหน่วยงานรัฐในเบื้องต้น
3. ด้านการปราบปราม
กระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรดำเนินการ ดังนี้
1) การกระทำความผิดเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ฯ ให้ถือว่าเป็นความผิดที่มีผลกระทบรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน นอกจากมุ่งเน้นดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแล้ว ควรมีการขยายผลไปยังผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนด้วย
2) ควรมุ่งเน้นสกัดกั้นเส้นทางการค้ายุทธภัณฑ์ฯ จากภายนอกประเทศ เช่น ตามแนวชายแดน ชายแดนฝั่งทะเล โดยควรจัดให้มีเทคโนโลยีชั้นสูงในการตรวจค้นหา
3) ควรสืบสวนติดตามจับกุมบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายยุทธภัณฑ์ฯ ภายในประเทศ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์
4) ในกรณีที่มียุทธภัณฑ์ฯ สูญหายไปจากการดูแลของหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐนั้นควรให้ความสำคัญ โดยจัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพในการติดตามยุทธภัณฑ์ฯ คืน
4. ด้านการตรวจสอบ
1) หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยที่มียุทธภัณฑ์ฯ อยู่ในครอบครองควรจัดให้มีระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในบริเวณทางเข้า – ออก จุดจัดเก็บยุทธภัณฑ์ฯ โดยให้สามารถตรวจสอบ เฝ้าระวังยุทธภัณฑ์ฯ ได้ตลอดเวลา และสามารถติดตามได้จากระยะไกล โดยให้ใช้ภาพหรือวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบ
2) หน่วยงานที่มียุทธภัณฑ์ฯ ในครอบครอง ควรจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดยุทธภัณฑ์ฯ สูญหาย โดยจัดให้มีแผนการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะในกรณีการนำยุทธภัณฑ์ฯ ออกจากคลังยุทธภัณฑ์ฯ ไปใช้เพื่อการซ้อมรบ
3) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและกระทรวงกลาโหมควรจัดทำการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการสัญจร หรือการขนส่งสินค้าและยานพาหนะให้มีข้อมูลเชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ เช่น ข้อมูลการพัฒนาระบบ CCTV ข้อมูลการจัดทำระบบพื้นที่ควบคุมร่วมกันระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และข้อมูลยานพาหนะผ่านเข้า – ออกด่านชายแดน เพื่อเฝ้าระวังภัยความมั่นคงที่อาจแฝงมากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน
ทั้งนี้ ให้กระทรวงกลาโหม โดยสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนหรือแนวทางการดำเนินการตามมาตรการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีประกอบการพิจารณา โดยให้สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม รายงานผลการดำเนินการตามมาตรการฯ ดังกล่าว ต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นประจำทุกปี หรือตามระยะเวลาที่เห็นสมควร