Contrast
Font
banner_default_2.jpg

มาตรการป้องความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน

จากไชต์: สำนัก มาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม
จำนวนผู้เข้าชม: 237

04/02/2569

มาตรการป้องความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน

 

ที่มาและความสำคัญ

 

           

            โครงการอาหารกลางวันนักเรียน เป็นนโยบายสำคัญของรัฐที่มุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ถูกหลักโภชนาการ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางร่างกาย พัฒนาการทางสมอง รวมถึงส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเยาวชนซึ่งถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของประเทศ โดยเริ่มจากกระทรวงศึกษาธิการได้ทดลองจัดอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนในสังกัดและในปี พ.ศ. 2530 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) สมัยนั้น ได้กำหนดนโยบายให้โรงเรียนดำเนินโครงการอาหารกลางวันทุกโรงเรียน และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ. 2535 กำหนดวงเงินกองทุนไว้ 6,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณเป็นเงินกองทุนปีละไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท และให้นำดอกผลไปสนับสนุนการจัดอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนในระดับประถมศึกษาทุกสังกัด และระหว่างที่ดอกผลยังไม่เพียงพอ รัฐบาลได้จัดงบประมาณประจำปีอุดหนุนโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ถ่ายโอนงบประมาณค่าอาหารกลางวันไปให้กระทรวงมหาดไทยตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เสนอขอรับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณและจัดสรรงบประมาณต่อไปให้แก่สถานศึกษาต่าง ๆ ที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจแล้ว ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546

 

          อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนที่ผ่านมา ปรากฏปัญหาและข้อร้องเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะประเด็นการทุจริตและการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส โดยจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอาหารกลางวันนักเรียนของสำนักงาน ป.ป.ช. พบข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนหลายประการ อาทิ โรงเรียนมีการนำงบประมาณโครงการอาหารกลางวันนักเรียนไปดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ โรงเรียนไม่มีการรายงานผลการดำเนินงานและส่งคืนเงินเหลือจ่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โครงการแล้วเสร็จ และเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือยังไม่เป็นปัจจุบัน อาหารกลางวันนักเรียนไม่มีคุณภาพหรือมีปริมาณไม่เหมาะสม เป็นต้นการทุจริตในโครงการอาหารกลางวันนักเรียนไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อการเงินการคลังของประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงช่องว่างในการกำกับดูแล ตลอดจนกระบวนการตรวจสอบที่อาจจะยังไม่รัดกุม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการทุจริตในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงบประมาณ ไปจนถึงการติดตามประเมินผลและการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

   

        การกำหนดมาตรการป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณภาครัฐ ช่วยลดโอกาสการกระทำทุจริต การใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์ และการดำเนินงานที่ไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ ส่งผลให้การจัดหาอาหารกลางวันเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ มาตรการฯ ดังกล่าวจะช่วยให้นักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพและถูกหลักโภชนาการอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ปกครองและชุมชนต่อการดำเนินงานของสถานศึกษา อีกทั้งยังเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงาน และก่อให้เกิดระบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทุจริตและยกระดับมาตรฐานการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนในระยะยาว

              

 

ข้อเสนอแนะ

 

            เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว จึงเห็นควรเสนอมาตรการป้องความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน เพื่อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริต การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมาตรการใดที่เป็นช่องทางให้มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีต่อราชการได้ ตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ดังนี้

 

1. ข้อเสนอแนะด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

 

           1) เห็นควรให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กำกับดูแลให้สถานศึกษาในสังกัด ดำเนินการตามแนวทางการจัดหาอาหารกลางวันนักเรียนตามหนังสือ ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 116 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2562 โดยเฉพาะในการกำหนดรายการอาหาร การจัดซื้อวัตถุดิบ การจัดทำเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการตรวจรับอาหารกลางวัน โดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการฯ และคณะกรรมการตรวจรับควรปฏิบัติตามระเบียบและแนวทางดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนได้รับอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ และครบถ้วนตามรายการที่กำหนด


           หากโรงเรียนพบปัญหาอุปสรรคระหว่างการดำเนินโครงการฯ ให้ทางโรงเรียนรายงานปัญหาอุปสรรคดังกล่าวมายังหน่วยงานต้นสังกัด ที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับติดตามการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันนักเรียน และให้หน่วยงานต้นสังกัดเข้ามาติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

 

           2) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ควรกำหนดให้สถานศึกษาในสังกัด สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้การดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน เช่น ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครในพื้นที่ ฯลฯ เข้ามามีบทบาทในการสังเกตการณ์ ตรวจสอบคุณภาพ และวัตถุดิบของอาหาร ตลอดจนติดตามความเหมาะสมของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรพิจารณากำหนดให้มีช่องทางรองรับการร้องเรียนหรือการแจ้งเบาะแสเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอันอาจส่อไปในทางทุจริต หรือไม่โปร่งใส


           นอกจากนี้ อาจกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายการอาหาร และรูปภาพของเมนูอาหารในแต่ละวันแก่สาธารณะ โดยอาจจะเผยแพร่ผ่าน Facebook เว็บไซต์ของโรงเรียน และในไลน์กลุ่มผู้ปกครอง เป็นต้น

 

           3) เห็นควรให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกรมบัญชีกลาง กำหนดแนวทางการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการอาหารกลางวัน ในกรณีการจ้างเหมาประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) ที่ผู้รับจ้างเข้ามาประกอบอาหารภายในโรงเรียนให้มีความชัดเจนและครอบคลุม เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่าบำรุงสถานที่ เป็นต้น เพื่อป้องกันการทำผิดแนวทางการจ้างเหมาประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) ของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และมิให้โรงเรียนแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยอาจพิจารณานำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษา พ.ศ. 2539 มาประกอบการกำหนดแนวทางดังกล่าวด้วย

 

           4) เห็นควรให้สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกรมบัญชีกลางในการจัดทำคู่มือแนวทางอาหารกลางวันนักเรียน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและครอบคลุมทุกกระบวนการตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณจนกระทั่งการคืนเงินเหลือจ่ายให้สถานศึกษาในสังกัด เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และถูกต้องตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารการพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมไปถึง ระเบียบ กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

2. ข้อเสนอแนะด้านการสร้างความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงาน

 

           1) เห็นควรให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลัก ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมบัญชีกลาง และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อจัดให้มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสังกัดผ่านการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมเนื้อหาด้านการดำเนินโครงการอาหารกลางวัน อาทิ ระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตลอดจนการฝึกการใช้งานโปรแกรม Thai School Lunch อย่างมีประสิทธิภาพ และควรกำหนดให้มีการประเมินผลการอบรม และการให้ข้อเสนอแนะเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการฝึกอบรมในรุ่นต่อไปด้วย


           ทั้งนี้ ควรพิจารณาจัดทำสื่อการเรียนรู้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) ที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันนักเรียน เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้โปรแกรม Thai School Lunch เป็นต้น

 

           2) เห็นควรให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมบัญชีกลาง และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) พิจารณาจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือหรือช่องทางรับคำปรึกษา (Helpdesk) เพื่อรับทราบปัญหา และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินโครงการอาหารกลางวัน เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้งานโปรแกรม Thai School Lunch ได้แบบทันที (Real-time)


           นอกจากนี้ควรกำหนดแนวทางการจัดสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนที่ไม่สามารถใช้งานโปรแกรม Thai School Lunch ได้เพื่อเป็นทางเลือกและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน

 

           3) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นควรดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และถอดบทเรียนจากสถานศึกษาในสังกัดที่บริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันได้ดีเยี่ยม (Best Practices) เพื่อนำมาพัฒนาเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานที่เหมาะสม และสามารถขยายผลสำเร็จไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 


3. ข้อเสนอแนะด้านการตรวจสอบ กำกับ ติดตาม

 

           กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย ควรกำกับดูแลให้หน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ กำกับ และติดตามการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด และควรบูรณาการกลไกการตรวจสอบ กำกับ และติดตามร่วมกันระหว่างหน่วยงานระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่ โดยอาจให้หน่วยงานที่มีความชำนาญเฉพาะด้านในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ สำนักงานคลังจังหวัด และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมลงพื้นที่ปฏิบัติงานด้วย


           นอกจากนี้ควรพิจารณาจัดทำระบบรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรค และรายงานต่อหน่วยงานต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปใช้ประกอบการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

 

           ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนหรือแนวทางการดำเนินการตามข้อเสนอแนะฯ เสนอคณะรัฐมนตรี ประกอบการพิจารณา โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รายงานผลการดำเนินการตามมาตรการฯ ดังกล่าว ต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นประจำทุกปี หรือตามระยะเวลาที่เห็นสมควร

Related