จากไชต์: สำนัก มาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม
จำนวนผู้เข้าชม: 11
มาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ
ที่มาและความสำคัญ
ด้วยปัจจุบัน “ที่ราชพัสดุ” ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องด้วยพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ได้จำแนกที่ราชพัสดุออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิด ที่ดินที่สงวนหรือหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ และเป็นที่ดินที่สงวนหรือหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ของทางราชการตามกฎหมาย โดยที่ราชพัสดุมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการในการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ และสามารถนำที่ราชพัสดุมาจัดสวัสดิการได้ โดยแบ่งเป็นการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการและการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจ นอกจากนี้ กรณีที่ราชพัสดุแปลงใดไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการหรือมิได้สงวนไว้เพื่อประโยชน์ในราชการ กรมธนารักษ์จะนำมาจัดหาประโยชน์โดยการจัดให้เช่าหรือโดยวิธีการจัดทำสัญญาต่างตอบแทนอื่นได้ จากข้อมูลของกรมธนารักษ์ พบว่า ที่ราชพัสดุทั่วประเทศมีพื้นที่ประมาณ 12 ล้านไร่ และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กรมธนารักษ์สามารถจัดเก็บรายได้จากภารกิจด้านที่ราชพัสดุได้จำนวน 14,453.660 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเรื่องกล่าวหาร้องเรียนและข่าวกรณีประเด็นปัญหาที่เสี่ยงต่อการทุจริตเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ โดยพบว่า อาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยอาจใช้ช่องว่างทางกฎหมายหรือมีส่วนร่วมในการทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบหรือเอื้อประโยชน์ต่อผู้หนึ่งผู้ใดได้ อาทิ ปัญหาการบุกรุกและจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุโดยมิชอบ โดยปรากฏเรื่องร้องเรียนในการปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกที่ราชพัสดุและไม่ดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้บุกรุกที่ราชพัสดุ และมีการนำที่ราชพัสดุไปให้บุคคลภายนอกจัดหาประโยชน์โดยการเช่าโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาการนำที่ราชพัสดุที่ไม่เหมาะสมไปดำเนินการใช้และจัดหาประโยชน์ ปัญหาการจัดสวัสดิการเชิงธุรกิจที่อาจมีผลประโยชน์เชิงธุรกิจมากกว่าการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ ปัญหาและความเสี่ยงต่อความโปร่งใสในการคัดเลือกเอกชนเพื่อจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุที่มีราคาเกินห้าร้อยล้านบาท และพบปัญหาการกำกับดูแลการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ เช่น การดำเนินการผิดวัตถุประสงค์การเช่า การจัดเก็บค่าเช่าไม่ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กำหนด เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ที่ดินของรัฐประเภทที่ราชพัสดุได้รับความเสียหาย และขาดโอกาสในการนำที่ราชพัสดุไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของทางราชการหรือนำไปจัดหาประโยชน์เพื่อเกิดรายได้ต่อรัฐ ส่งผลให้ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้อันควรจะได้รับเป็นจำนวนมาก
ข้อเสนอแนะ
เพื่อให้มีมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพย์สินของแผ่นดินให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยการวางหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และมาตรการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดโอกาสการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนในกระบวนการคัดเลือกเอกชนแล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่และการใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะส่งผลให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามภารกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้ถูกต้องครบถ้วน พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของภาคประชาชนต่อความโปร่งใสในการบริหารจัดการที่ราชพัสดุในภาพรวมอีกด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว จึงเห็นควรเสนอมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริต การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมาตรการใดที่เป็นช่องทางให้มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีต่อราชการได้ ตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ดังนี้
1. ด้านการรายงานเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และใช้ที่ราชพัสดุ
1.1 เห็นควรให้กรมธนารักษ์พิจารณาปรับปรุงระบบการรายงานเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และใช้ที่ราชพัสดุ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ ผ่านระบบสารสนเทศ เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน เป็นต้น เพื่อให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ที่ราชพัสดุสามารถรายงานฯ ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น
1.2 เห็นควรให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ที่ราชพัสดุจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจน พร้อมกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Zoning) ให้เหมาะสมกับศักยภาพที่ราชพัสดุ โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ตามภารกิจของหน่วยงาน และเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ
1.3 เห็นควรให้กรมธนารักษ์พิจารณาแนวทางการประเมินผลการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และใช้ที่ราชพัสดุ แล้วมีการรายงานกลับให้หัวหน้าส่วนราชการของผู้ใช้ที่ราชพัสดุได้รับทราบ และพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีการตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับการบุกรุก การใช้ และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
2. ด้านการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ
2.1 เห็นควรให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ที่ราชพัสดุ จะต้องมอบหมายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบดูแลไม่ให้มีการบุกรุกเข้าครอบครองที่ดิน โดยจัดทำแผนการตรวจสอบและกำหนดมาตรการป้องกันและการควบคุมดูแลอย่างชัดเจน เช่น การจัดให้มีหลักเขต ป้าย และเครื่องหมายแสดงแนวเขตให้ชัดเจน แนวทางการเฝ้าระวังการบุกรุก เป็นต้น แล้วรายงานให้กรมธนารักษ์ทราบ
2.2 เห็นควรให้กรมธนารักษ์จัดทำแนวทางหรือแผนบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานมีเอกภาพ เชื่อมโยงข้อมูลและมาตรการร่วมกัน รวมทั้งสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
2.3 เห็นควรให้กรมธนารักษ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำคู่มือ/แนวทางการดำเนินคดีต่อผู้บุกรุกที่ราชพัสดุ โดยกำหนดกระบวนการ ขั้นตอน และระยะเวลาในการดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้ที่ราชพัสดุนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งการพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้บุกรุกในพื้นที่ใหม่ด้วยความรวดเร็วและทันเหตุการณ์ โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การใช้ภาพดาวเทียมเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เป็นต้น ตลอดจนส่งเสริมการแจ้งเบาะแสจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง
3. ด้านการจัดสวัสดิการของหน่วยงานผู้ใช้ที่ราชพัสดุ
3.1 เห็นควรให้ปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2547 โดยกำหนดให้อธิบดีกรมธนารักษ์ ร่วมเป็นคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการ
3.2 เห็นควรให้ปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2547 โดยเพิ่มเติมว่า “หากส่วนราชการผู้ใช้ที่ราชพัสดุจะดำเนินการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจในที่ราชพัสดุจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบ และกฎหมายที่ราชพัสดุที่เกี่ยวข้องด้วย” และควรมีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการภายในหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจในที่ราชพัสดุ
3.3 เห็นควรกำหนดคำนิยามคำว่า “กิจการขนาดใหญ่” ให้ชัดเจนว่า เป็นลักษณะกิจการประเภทใด มีการยกตัวอย่างให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน หรือกำหนดจำนวนเนื้อที่หรือมีมูลค่าที่ดินเท่าใดที่จะถือว่าเป็นกิจการขนาดใหญ่ ตามประกาศคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการ ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2548 และคำชี้แจงเพิ่มเติม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดสวัสดิการเชิงธุรกิจ
3.4 เห็นควรให้การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการที่เป็นกิจการ/กิจกรรมในที่ราชพัสดุที่มีลักษณะก้ำกึ่งหรือไม่ชัดเจนว่าเป็นการจัดสวัสดิการภายในหรือสวัสดิการเชิงธุรกิจ ให้เสนอเรื่องต่อกรมธนารักษ์หรือสำนักงานธนารักษ์พื้นที่พิจารณาก่อนว่า เป็นการจัดสวัสดิการลักษณะใด เมื่อพิจารณาแล้ว คณะกรรมการสวัสดิการของหน่วยงานจึงจะพิจารณาอนุมัติโครงการได้
3.5 เห็นควรให้กรมธนารักษ์จัดทำคู่มือ หนังสือเวียน กำหนดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเกี่ยวกับการปกครอง ดูแล และบำรุงรักษา และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุและประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ
4. ด้านการพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์
4.1 การใช้ประโยชน์หรือจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุกรณีที่ยังมีสภาพป่าสมบูรณ์หรือเป็นพื้นที่เขา ที่ภูเขาที่มีความลาดชัน เห็นควรให้กรมธนารักษ์พิจารณาอนุญาตให้ใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุอย่างเข้มงวดหรือมีแนวทางอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยพิจารณาแนวนโยบายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการสงวนคุ้มครองเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการคุ้มครองพื้นที่ลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับป่าไม้ถาวร เป็นต้น
4.2 เห็นควรให้กรมธนารักษ์ประสานข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐที่มีที่ดินติดแนวเขตหรือทับซ้อนกับที่ราชพัสดุ เพื่อรับรองแนวเขตที่ดินก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจัดหาประโยชน์ รวมทั้งกำหนดมาตรการเกี่ยวข้องกับการสงวนคุ้มครองเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
5. ด้านความโปร่งใสในการคัดเลือกเอกชนเพื่อจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุที่มีราคาเกินห้าร้อยล้านบาท
เห็นควรให้คณะกรรมการที่ราชพัสดุพิจารณากำหนดขอบเขตหรือหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจ กรณีการคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีประมูลในการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุที่มีราคาเกินห้าร้อยล้านบาท และควรเปิดเผยผลการพิจารณาหรือเหตุผลความจำเป็นกรณีให้มีการคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีประมูลต่อสาธารณะ รวมทั้งเปิดเผยรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ ตามกฎกระทรวงการจัดการหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2564
6. ด้านการกำกับดูแลการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ
6.1 เห็นควรให้กรมธนารักษ์บูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลที่ราชพัสดุ และการตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากพบว่า ผู้เช่าที่ราชพัสดุดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเงื่อนไขการอนุญาตให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งกรมธนารักษ์หรือสำนักงานธนารักษ์พื้นที่จังหวัดทราบโดยเร็ว
6.2 เห็นควรให้กรมธนารักษ์พัฒนาการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เช่น ภาพถ่ายจากดาวเทียมหรือระบบแผนที่ออนไลน์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและติดตามการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแสกรณีการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนด
6.3 เห็นควรให้กรมธนารักษ์กำหนดมาตรการในการจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุให้สามารถจัดเก็บได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นไปภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการ กำกับดูแล และติดตามการเช่าที่ราชพัสดุ โดยให้มีการรายงานผลการจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุตามระยะเวลาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดทำแผนและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการเร่งรัดติดตามหนี้ค่าเช่าที่ค้างชำระ เพื่อให้การบริหารจัดเก็บรายได้จากที่ราชพัสดุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
ทั้งนี้ ให้กรมธนารักษ์ รายงานผลการขับเคลื่อนการดำเนินการตามมาตรการฯ เสนอต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นประจำทุกปีด้วย