จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 47
ความคืบหน้ากรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษเพื่อดำเนินการกับพลตำรวจเอก สุรเชชษฐ์ หักพาล ให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือในทางคดี
วันนี้ (21 มกราคม 2569) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษเพื่อดำเนินการกับพลตำรวจเอก สุรเชชษฐ์ หักพาล กรณีให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือในทางคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ นั้น
สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงความคืบหน้าเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนี้
ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณากรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคลสองกลุ่ม คือ กรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 167 และ มาตรา 201 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 128 ประกอบมาตรา 169 มาตรา 172 มาตรา 173 และมาตรา 176 แล้ว มีความเห็นดังนี้
กรณีที่มีการกล่าวโทษว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดอาญาตามฐานความผิดข้างต้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่ากรรมการ ป.ป.ช. ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย รวมทั้งมีบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดทางอาญา รวมทั้งผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนความผิดและดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องในคดีไปในคราวเดียวกัน
สำหรับกรณีที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องเดียวกัน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหากรรมการผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อประธานรัฐสภา พร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 บัญญัติว่า ในกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะต้องดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัย ซึ่งคดีมีลักษณะของการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันและความผิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน จึงเข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ที่จะต้องให้ประธานรัฐสภาพิจารณาเพื่อเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ที่ประชุมจึงมีมติส่งเรื่องกล่าวหาคืนพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป