จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 6280
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ จำนวน 4 เรื่อง
วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการ
กระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ จำนวน 4 เรื่อง ดังนี้
เรื่องที่ 1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายเธียรชัย พุทธรังษี เมื่อครั้ง
ดำรงตำแหน่งนายอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด กับพวก กรณีจัดซื้อสารเคมีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากการระบาดของศัตรูพืช (โรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด
ได้ประกาศให้พื้นที่ 9 ตำบล (ไม่ครบทุกหมู่บ้าน) ของอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ภัยพิบัติโรคระบาดของศัตรูพืช (โรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง) และออกคำสั่งจัดสรรเงินทดรองราชการวงเงิน 9,700,000 บาท และมอบหมายให้นายอำเภอโพธิ์ชัยมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินดังกล่าวตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อมานายกันยา คงพลปานเกษตรอำเภอโพธิ์ชัย ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังและเสนอให้จัดซื้อสารเคมี Pirimiphos methyl (Actelie 50% EC) (ชื่อสามัญพิริมิฟอส–เมทิล) โดยใช้จำนวน 1 ขวด (ขวดละ 500 ซีซี) ต่อพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 1 ไร่ ในราคาขวดละ 1,450 บาท จำนวน 6,689 ขวด เป็นเงินทั้งสิ้น 9,699,050 บาท ซึ่งนายเธียรชัย พุทธรังษี นายอำเภอโพธิ์ชัย อนุมัติตามที่เสนอ ทั้งที่การอนุมัติให้จัดซื้อสารเคมีดังกล่าวจะต้องเสนอเรื่องให้ที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอโพธิ์ชัย (ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย) พิจารณา แต่ปรากฏว่านายเธียรชัย พุทธรังสี ได้สั่งการให้ปลัดอำเภอโพธิ์ชัยจัดทำบันทึกรายงานการประชุมว่าคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย มีมติเห็นชอบอนุมัติให้ใช้งบประมาณจากเงินทดรองราชการที่จังหวัดร้อยเอ็ดจัดสรรให้ และเห็นชอบจัดซื้อสารเคมีดังกล่าว ทั้งที่ไม่มีการประชุมกันจริง นอกจากนั้นราคาของสารเคมีไม่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด แต่เป็นราคาที่นายวัชเรนทร์ ศิริมงคล เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้กำหนด
ต่อมาในขั้นตอนจัดหาผู้ขาย ปรากฏว่านายเธียรชัย พุทธรังษี นายอำเภอโพธิ์ชัย ได้อนุมัติให้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และได้เรียกนางประไพ สุรเสน เสมียนตราอำเภอโพธิ์ชัย เข้าไปพบที่ห้องทำงานและแจ้งว่าจะมีคนนำเอกสารการเสนอราคาจัดซื้อสารเคมีมามอบให้ และให้เลือกผู้ขายตามเอกสารที่ได้รับมอบ จากนั้นในวันเดียวกันมีบุคคลนำเอกสารการเสนอราคาของบริษัท มินถาพร จำกัด โดยนายประสงค์ เหลาทำ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โชติชนิด โดยนายศุภชัย ศุภสรรพตระกูล และห้างหุ้นส่วนจำกัด นำทรัพย์เจริญ โดยนายวินัย
ยิ้มฟุ้งเฟื่อง รวม 3 ราย มามอบให้นางประไพ สุรเสน โดยเอกสารของบริษัท มินถาพร จำกัด ปรากฏคำว่า
“คู่สัญญา” ส่วนเอกสารของ 2 ห้างดังกล่าว ปรากฏคำว่า “คู่ประกบ” จากนั้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555
นางประไพ สุรเสน ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ ได้เสนอรายงานขอจัดซื้อสารเคมีจำนวน 6,689 ขวด ๆ ละ 1,450 บาท เป็นเงินจำนวน 9,699,050 บาท และเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาและตรวจรับพัสดุ ตามรายชื่อที่
นายเธียรชัย พุทธรังษี คัดเลือก แต่คณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่ โดยนางประไพ สุรเสน เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งนางประไพ สุรเสน เห็นว่าใบเสนอราคาของบริษัท มินถาพร จำกัด ที่ระบุว่าเป็น“คู่สัญญา”
ได้เสนอราคาสูงกว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรร นางประไพ สุรเสน จึงโทรศัพท์ไปต่อรองราคากับบริษัท
มินถาพร จำกัด ซึ่งบริษัทยินดีลดราคาลงเหลือ 9,699,050 บาท นางประไพ สุรเสน จึงเสนอให้จัดซื้อสารเคมี จากบริษัท มินถาพร จำกัด ซึ่งนายเธียรชัย พุทธรังษี นายอำเภอโพธิ์ชัย ได้อนุมัติและลงนามในบันทึก
ข้อตกลงซื้อขาย เลขที่ 3/2555 ลงวันที่ 4 มกราคม 2555 กับบริษัท มินถาพร จำกัด
ต่อมาสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดร้อยเอ็ดได้ตรวจสอบการจัดซื้อสารเคมีดังกล่าวของอำเภอโพธิ์ชัยว่ามีราคาสูงเกินกว่าความเป็นจริงหรือไม่ โดยได้ติดต่อสอบถามราคากับบริษัทที่จำหน่ายสารกำจัดแมลงยี่ห้อเดฟเทลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส - เมทิล อันเป็นยี่ห้อเดียวกับที่อำเภอโพธิ์ชัยได้จัดซื้อจาก บริษัท มินถาพร จำกัด ซึ่งบริษัทได้แจ้งใบเสนอราคา ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ระบุว่ายากำจัดแมลงยี่ห้อเดฟเทลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส - เมทิล ขนาดบรรจุ 1 ลัง 12 ขวด ๆ ละ 500 ซีซี ราคาเงินสดลังละ 2,520 บาท (รวมค่าขนส่ง) เฉลี่ยราคาขวดละ 210 บาท ประกอบกับจากการสืบค้นในเว็บไซต์ขายสารเคมีแสดงข้อมูลรายการสารเคมียี่ห้อโพโดลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอล เมทิล 50% EC ขนาด 1 กล่อง มี 12 ขวด ๆ ละ 500 ซีซี ราคาขวดละ 220 บาท ดังนั้น จึงเห็นว่าอำเภอโพธิ์ชัยได้จัดซื้อสารเคมีดังกล่าวในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง
ถึงขวดละ 1,240 บาท เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงินประมาณ 8,294,360 บาท
ทั้งนี้ บริษัท มินถาพร จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด โชติชนิด และห้างหุ้นส่วนจำกัด นำทรัพย์เจริญ
มีนายเกรียงไกร วรรณเสริมกุล นางณุธษา พลเขต ภรรยาของนายเกรียงไกร วรรณเสริมกุล และนางสาวพัชรีย์ ศุภสรรพตระกูล หรือนางสาวมิรินดา สุขเกษมวัฒนา อดีตภรรยาของนายเกรียงไกร วรรณเสริมกุล เป็นเจ้าของที่แท้จริง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด
เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน
เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91
(1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เมื่อปีงบประมาณ 2559 ทั้งที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ในฐานะผู้ว่าจ้าง ได้ลงนามในสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการโยธา ผู้รับจ้าง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วงเงิน 29,800,000 บาท เริ่มต้นสัญญาวันที่ 28 กันยายน 2559 และสิ้นสุดลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 (ระยะเวลาดำเนินการ 450 วัน) จำนวน 11 งวดงาน ปรากฏว่า หลังจากทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างไม่ได้เข้าทำงานเลย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลจึงได้มีหนังสือเร่งรัดดำเนินงาน รวม 4 ครั้ง ก่อนที่สัญญาจ้างจะครบกำหนด และหลังจากครบกำหนดสัญญาจ้าง ปรากฏว่าในวันที่ 12 มกราคม 2561 ผู้รับจ้างทำงานจ้างได้เพียงร้อยละ 25.79 ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลได้มีหนังสือแจ้งการปรับและเร่งรัดการก่อสร้างไปยังผู้รับจ้างมาโดยตลอด และนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ได้เห็นชอบให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง และให้ผู้รับจ้างจัดทำแผนปฏิบัติงานใหม่มาโดยตลอด แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนทุกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหารือและมีความเห็นให้บอกเลิกจ้างมาโดยตลอด เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการโยธา ไม่เข้าดำเนินงานตามแผน และมีค่าปรับจำนวนมากเกินร้อยละ 213 คิดเป็นเงิน 58,106,100 บาท แต่นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ กลับสั่งการให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาจ้าง และมีหนังสือแจ้งค่าปรับและเร่งรัดการก่อสร้างพร้อมทั้งให้ผู้รับจ้างปรับแผนใหม่ แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนมาโดยตลอด เป็นระยะเวลา 6 ปีเศษ จนถึงวันที่ 23 มกราคม 2567 ผู้รับจ้างได้มีหนังสือส่งมอบงาน และคณะกรรมการตรวจการจ้างจึงได้ตรวจรับงานจ้างเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งนี้ ปรากฏว่านายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการโยธา เป็นน้องชายของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด
เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป
เรื่องที่ 3 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายสุรชาติ ปักสำโรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก 6 คน
กรณีทุจริตดำเนินโครงการจ้างเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) จำนวน 16 โครงการ เมื่อปีงบประมาณพ.ศ.2558 - 2559 โดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ 2558 - 2559 นายสุรชาติ ปักสำโรง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ได้เสนอขออนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมหรือโอนงบประมาณ เพื่อดำเนินโครงการจ้างเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ โดยแบ่งเป็น 16 โครงการ โดยแต่ละโครงการมีวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท โดยอาศัยช่วงที่กระทรวงมหาดไทยได้เพิ่มวงเงินจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท ที่ผู้บริหารท้องถิ่น
สามารถใช้วิธีตกลงราคาได้ ทั้งที่เป็นการดำเนินการโครงการในช่วงเวลาเดียวกัน สามารถรวมดำเนินการ
ไปในคราวเดียวกันและจะต้องใช้วิธีประกวดราคา แต่เพื่อให้วิธีการจัดจ้างเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้อยู่ในอำนาจ
ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบที่สามารถอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคาได้ อันมี
ลักษณะเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง โดยปรากฏว่าในการกำหนดราคากลาง มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ประกอบด้วยนายขวัญชัย เสริฐสูงเนิน นายช่างโยธา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองช่าง
เป็นประธานกรรมการ นางสาวทัศนีญา ศิลาชัย นายช่างเขียนแบบ และนางสุพิน รัตนาพันธุ์
เจ้าพนักงานธุรการ เป็นกรรมการ แต่ไม่มีการสืบหาราคาจากผู้ประกอบการ 3 รายอย่างแท้จริง นอกจากนี้
ในขั้นตอนการเสนอราคา ทั้ง 16 โครงการ นายขวัญชัย เสริฐสูงเนิน จะเป็นผู้ติดต่อผู้ประกอบการให้เข้ามา
เสนอราคา โดยปรากฏว่านายกอบชัย หอมอ้ม เจ้าของร้านคลินิกคอมแอนด์โฟนเซอร์วิส และนายวงกต
หอมอ้ม หรือนายชวภณ ธนเมธาวิชานาญ เจ้าของร้านราชสีมาเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหมุนเวียนกันเข้าเสนอราคา โดยบางโครงการ นายกอบชัย หอมอ้ม จะใช้ชื่อบริษัท พนมวงชัย เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งมีตนเองเป็นเจ้าของ เข้าเสนอราคา และบางโครงการ นายวงกต หอมอ้ม หรือนายชวภณ ธนเมธาวิชานาญ จะใช้ชื่อร้านบอม คอมโมบาย ซึ่งมีตนเองเป็นเจ้าของ เข้าเสนอราคา โดยจะมีคู่ประกบ 2 ราย คือ นายอำนาจ บุญมีป้อม และนายธีระศักดิ์ เปกรัมย์ ทั้งที่นายอำนาจ บุญมีป้อม และนายธีระศักดิ์ เปกรัมย์ ไม่ทราบเรื่องและไม่เคยยื่นเสนอราคาดังกล่าว ผลปรากฏว่าร้านคลินิกคอมแอนด์โฟนเซอร์วิส ได้เข้าเป็นคู่สัญญา จำนวน 10 โครงการ ร้านราชสีมาเทคโนโลยี ได้เข้าเป็นคู่สัญญา จำนวน 4 โครงการ บริษัทพนมวงชัยเทคโนโลยี จำกัด ได้เข้าเป็นคู่สัญญา จำนวน 1 โครงการ และร้านบอม คอมโมบายได้เข้าเป็นคู่สัญญา จำนวน 1 โครงการ เป็นเหตุให้ทางราชการและองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
นอกจากนี้ นายสุรชาติ ปักสำโรง ยังมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 92 ส่วนนายขวัญชัย เสริฐสูงเนิน นางสาวทัศนีญา ศิลาชัย
นางสุพิน รัตนาพันธุ์ ยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงอีกด้วย
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
เรื่องที่ 4 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายคณนาถ หมื่นหนู เมื่อครั้ง
ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง กับพวก กรณีดำเนินการจัดจ้างโครงการทำแนวเขตทะเลน้อยและปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อรองรับตลาดน้ำทะเลน้อย หมู่ที่ 1 และ 4ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อปีงบประมาณ 2555 โดยจงใจเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างจากวิธีสอบราคาเป็นโดยวิธีพิเศษ โดยมิชอบ และดำเนินโครงการดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณประโยชน์เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โดยไม่ได้มีการขอใช้พื้นที่
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2555 เทศบาลตำบลทะเลน้อย
ได้ดำเนินการจัดจ้างโครงการทำแนวเขตทะเลน้อยและปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อรองรับตลาดน้ำทะเลน้อย ในพื้นที่
หมู่ที่ 1 และ 4 กำหนดราคากลางจำนวน 1,220,000 บาท ซึ่งนายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบล
ทะเลน้อย ได้อนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา ปรากฏว่ามีผู้สนใจซื้อซอง 2 ราย และมีผู้ยื่นซอง
สอบราคา 1 ราย จากนั้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555 คณะกรรมการเปิดซองตรวจสอบพบว่าผู้ยื่นซอง
ยื่นเอกสารไม่ถูกต้องครบถ้วนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เห็นควรดำเนินการประกาศสอบราคาใหม่
แต่นายคณนาถ หมื่นหนู กลับอนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ทั้งที่ไม่มีเหตุจำเป็นและมิใช่
เป็นงานที่ต้องกระทำโดยด่วน หากล่าช้าอาจจะเสียหายแก่หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และวันที่ 21 สิงหาคม 2555 นายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย ได้ลงนามในประกาศดำเนินโครงการดังกล่าว กำหนดให้ผู้สนใจยื่นใบเสนอราคาในวันที่ 24 สิงหาคม 2555 โดยนายคณนาถ หมื่นหนู เป็นผู้กำหนดวันเวลาและรายละเอียดในการยื่นเสนอราคา ซึ่งมีระยะเวลากระชั้นชิดเพียง 3 วัน และไม่ระบุคุณสมบัติของผู้เสนอราคาและผลงานก่อสร้างไว้ นอกจากนี้นายคณนาถ หมื่นหนู จะเป็นผู้พิจารณากำหนดผู้ที่จะเชิญมา
เสนอราคาเอง ซึ่งในโครงการนี้เทศบาลตำบลทะเลน้อยไม่ได้มีหนังสือเชิญผู้มีอาชีพรับจ้างทำงานนั้นโดยตรง
ให้มาเสนอราคา แต่ปรากฏว่านายมงคล หรือชยวัฒน์ พงศ์อรุณรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท หยกเพชรพัทลุงรุ่งเรือง จำกัด และเป็นกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้เพียงผู้เดียว ได้มาติดต่อยื่นแบบใบเสนอราคา
เพียงรายเดียว ต่อมานายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย ได้เห็นชอบให้จัดจ้างบริษัท
หยกเพชรพัทลุงรุ่งเรือง จำกัด เป็นผู้รับจ้าง และได้ทำสัญญาจ้าง เลขที่ 09/2555 ลงวันที่ 17 กันยายน 2555 ทางไต่สวนพบว่านายมงคล หรือชยวัฒน์พงศ์ อรุณรัตน์ มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับนายคณนาถ หมื่นหนู โดยนายมงคล หรือชยวัฒน์พงศ์ อรุณรัตน์ มีศักดิ์เป็นหลานของนายคณนาถ หมื่นหนู อีกทั้งในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หยกเพชรพัทลุงรุ่งเรือง จำกัด เมื่อปี 2548 พบว่านายคณนาถ หมื่นหนู เป็นพยานรับรองลายมือชื่อ ผู้ร่วมก่อการ โดยผู้ร่วมก่อการ มี 2 ราย ซึ่งทั้ง 2 ราย เป็นเครือญาติของนายคณนาถ หมื่นหนู ทั้งสิ้น นอกจากนั้นที่ตั้งสำนักงานใหญ่บริษัท หยกเพชรพัทลุงรุ่งเรือง จำกัด พบว่าเป็นที่ตั้งของบ้านมารดาของนายคณนาถ หมื่นหนู ตลอดจนชื่อบริษัทยังคล้องกับชื่อบุตรสาวและบุตรชายของนายคณนาถ หมื่นหนู อีกด้วย กรณีจึงฟังได้ว่าเป็นการจงใจเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างจากวิธีสอบราคาเป็นโดยวิธีพิเศษ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายมงคล หรือชยวัฒน์พงศ์ อรุณรัตน์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับตนเอง ให้เข้ามาเป็นคู่สัญญากับเทศบาลตำบลทะเลน้อย โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 ขณะดำเนินโครงการฯ ปรากฏว่าคนขับรถบรรทุกรับจ้างได้นำดินไปถมในพื้นที่สาธารณประโยชน์เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย คณะเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าทะเลน้อย ได้ร่วมกันตรวจยึดพื้นที่ คิดเป็นเนื้อที่ 63.75 ตารางวา และมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน โดยมีเทศบาลตำบลทะเลน้อยและนายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย เป็นผู้ต้องหา ต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณา ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดพัทลุงได้ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลทะเลน้อย เป็นจำเลยที่ 1 และนายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดพัทลุง และเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 ศาลจังหวัดพัทลุงได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เห็นควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 5,000 บาท (คดีถึงที่สุด)
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
กรณีดำเนินจ้างโครงการทำแนวเขตทะเลน้อยและปรับปรุงภูมิทัศน์ หมู่ที่ 1 และ 4 ตำบล
ทะเลน้อย โดยจงใจเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างจากวิธีสอบราคาเป็นโดยวิธีพิเศษ
สำหรับกรณีดำเนินโครงการฯ รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณประโยชน์เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โดยไม่ได้มีการขอใช้พื้นที่ นั้น เป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับหรือยกเรื่องขึ้นพิจารณา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 54 (2) จึงไม่รับไว้พิจารณา ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป
จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
………………………………………………………
|
การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด |