Contrast
Font
967bef1036979873712274a0909d8f6d.png

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมจำนวน 3 เรื่อง

จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 4

15/07/2569

คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ  และกรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมจำนวน  3  เรื่อง

         

           วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) นายสุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญ กรณีเกี่ยวกับ   การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และคดีสำคัญกรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมจำนวน 3 เรื่อง ดังนี้

 

            เรื่องที่ 1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนางศิรินันท์  ศรีสุขโข เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินประจำจังหวัดตาก สังกัดกรมที่ดิน กับพวกกรณีร่วมกันเดินสำรวจรังวัดออกโฉนดที่ดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ในท้องที่หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำนวน 14 แปลง โดยมิชอบ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อที่ดินของรัฐ

 

            ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศกำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดิน จำนวน 58 จังหวัด รวมจังหวัดตากด้วย ตามมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทั้งนี้ ไม่รวมท้องที่ที่ทางราชการได้จำแนก ให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดตากได้ประกาศกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้นทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินและสอบเขตโฉนดที่ดินในพื้นที่ 9 อำเภอ รวมพื้นที่อำเภอแม่สอดทุกตำบล เริ่มต้นเดินสำรวจรังวัด ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป

 

             ต่อมากรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งนางศิรินันท์ ศรีสุขโข เจ้าพนักงานที่ดินอาวุโส เป็นผู้อำนวยการ ศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินประจำจังหวัดตาก นายปรีชา ปัญญาทา นายช่างรังวัดชำนาญงาน เป็นเจ้าหน้าที่เดินสำรวจรังวัด นางภาสิริ สงวนศรี เจ้าพนักงานที่ดินชำนาญงาน เป็นเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิ และนายพัชรินทร์ หรือพัชรพล สุวรรณวรวิกิจ นายช่างรังวัดชำนาญงาน เป็นผู้กำกับการรังวัด นอกจากนี้ อำเภอแม่สอด ได้มีคำสั่งมอบหมายให้นายอดิศักดิ์ สุขอาภรณ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก      เป็นผู้แทนร่วมตรวจสอบสภาพที่ดิน ตลอดจนระวังชี้แนวเขต และลงชื่อรับรองเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ และเป็นพยานในการออกโฉนดที่ดินและสอบเขตโฉนดที่ดินในฐานะผู้ปกครองท้องที่ในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและสอบเขตโฉนดที่ดิน ปรากฏว่านางศิรินันท์ ศรีสุขโข กับพวก ได้เดินสำรวจรังวัดและร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ 51247 เลขที่ 51248 (ต่อมา 51248 แบ่งแยกออกอีก 1 แปลง คือ เลขที่ 67998) เลขที่ 51249 (ต่อมา 51249 แบ่งแยกออกอีก 5 แปลง คือ เลขที่ 60065 – 60069) เลขที่ 51250, 51251, 51449, 51450 และ 51451 ในพื้นที่บ้านห้วยหินฝน หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก รวม 14 แปลง

 

           ทั้งที่คณะอนุกรรมการอ่าน แปล ตีความ วิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศและสำรวจสภาพพื้นที่บริเวณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ระบุว่าพื้นที่ที่ดิน 14 แปลง ดังกล่าว เมื่อปี พ.ศ. 2497 พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นป่าผลัดใบ ไม่มีการทำประโยชน์ที่ดิน บางส่วนเป็นนาข้าวมีการทำประโยชน์ที่ดิน และในช่วงปี พ.ศ. 2513 พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นป่าผลัดใบไม่มีการทำประโยชน์ที่ดิน บางส่วนเป็นนาข้าวและพื้นที่แผ้วถาง มีการทำประโยชน์ที่ดินไม่มีสภาพเป็นหมู่บ้านที่อยู่อาศัย อีกทั้งกรมพัฒนาที่ดินและกรมป่าไม้ตรวจสอบยืนยันว่าพื้นที่ที่ดิน 14 แปลงดังกล่าว อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ชื่อ “ป่าแม่สอด” ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2525 ซึ่งยังมิได้ถูกยกเลิกและมิใช่พื้นที่กันออกจากเขตป่าไม้ถาวร อีกทั้งพบว่าอยู่ในเขตเขา ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2499 และฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2523 และโฉนดที่ดิน เลขที่ 51449 และ 51450 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก รวม 2 แปลง มีพื้นที่บางส่วนมีความลาดชันเกิน 35% ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2528 อีกด้วย เมื่อไม่มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน จึงต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอออกโฉนดที่ดินรายนี้ซึ่งได้ที่ดินมาโดยการซื้อขายก่อนการเดินสำรวจรังวัด ประมาณ 5 เดือน และได้นำใบไต่สวน (น.ส.5) ที่ได้รับมาจากผู้ขาย ระบุว่า ที่ดินเป็นที่อาศัย กำลังปรับพื้นที่ และที่สวนปลูกมะม่วงมาประมาณ 10 ปี ได้ครอบครองและทำประโยชน์แล้วทั้งแปลงไม่เป็นที่หวงห้ามหรือที่สาธารณประโยชน์ โดยมีนายอดิศักดิ์ สุขอาภรณ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ปฏิบัติหน้าที่แทนนายอำเภอแม่สอด ลงนามรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ขัดแย้งกับผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศที่ปรากฏว่าไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ กรณีจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อที่ดินของรัฐ

 

             คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

            1. การกระทำของนางศิรินันท์ ศรีสุขโข นายปรีชา ปัญญาทา นางภาสิริ สงวนศรี และนายพัชรินทร์ หรือพัชรพล สุวรรณวรวิกิจ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

            2. การกระทำของนายอดิศักดิ์ สุขอาภรณ์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457การกระทำของผู้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

           ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และเพื่อดำเนินการขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดิน รวม 14 แปลงดังกล่าว พร้อมแปลงแบ่งแยก ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 93 วรรคสอง และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

            ทั้งนี้ ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้กรมที่ดิน ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดิน รวมจำนวน 14 แปลงดังกล่าว พร้อมแปลงแบ่งแยก ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 รวมทั้งให้กรมที่ดินตรวจสอบ น.ส.3 ก. จำนวน 4 แปลง คือ น.ส.3 ก. เลขที่ 177, 912, 1077 และ 2704 และหากเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้ดำเนินการเพิกถอนต่อไป

 

             เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายวีระพล  สุทธิพรพลางกูร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการปลูกป่า สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กับพวก ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 175/2554 ลงวันที่ 14 มกราคม 2554 และคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 514/2554 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผล    การตรวจสอบแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ข้าวต้ม-ป่าห้วยลึก และสวนป่ากิ่วทัพยั้ง โดยมิชอบด้วยระเบียบกฎหมาย

             

             ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปี พ.ศ. 2554 กรมป่าไม้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบด้วย นายวีระพล สุทธิพรพลางกูร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการปลูกป่า สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ เป็นประธานกรรมการ นายพิชิต สมบัติมาก ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) นายเจษฎา เงินทอง ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน นายวัลลภ บังเกิดผล ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญของศาล นายศุภชัย วิเศษกุล ตำแหน่งนายช่างสำรวจชำนาญงาน นายเสกสันต์ มานะอุดมสิน ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน นายสมชาย ใจใหญ่ ตำแหน่งนายช่างสำรวจชำนาญงาน นายชาคริต อุตรพงศ์ ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน และนายสมชาติ วรภัทรหิรัญมาศ ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน เป็นกรรมการ ตามคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 175/2554 ลงวันที่ 14 มกราคม 2554 และคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 514/2554 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินบริเวณพื้นที่ซึ่งมีการปักป้ายแสดงอาณาเขตว่า “สวนลุงเป็ง” เนื้อที่ประมาณ 49 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่
ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ว่าเป็นพื้นที่อยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม–ป่าห้วยลึก หรือสวนป่ากิ่วทัพยั้ง หรือไม่ โดยในการตรวจสอบจะต้องอ้างหลักวิชาการ และพิจารณาพยานหลักฐานและยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการและรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่ออธิบดีกรมป่าไม้ โดยคณะกรรมการดังกล่าวได้มีมติมอบหมายให้นายวัลลภ บังเกิดผล
นายสมชาย ใจใหญ่ นายชาคริต อุตรพงศ์ และนายสมชาติ วรภัทรหิรัญมาศ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ร่วมกันหาค่าพิกัดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม–ป่าห้วยลึก หรือสวนป่ากิ่วทัพยั้ง ตามหลักการทางวิชาการและให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่านายวัลลภ บังเกิดผล นายสมชาย ใจใหญ่ นายชาคริต อุตรพงศ์ และนายสมชาติ วรภัทรหิรัญมาศ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค กลับดำเนินการให้มีการกำหนดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม–ป่าห้วยลึก
คลาดเคลื่อน โดยไม่ดำเนินการตรวจสอบสมุดจดรายงานการรังวัด (field book) แต่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงว่าสมุดจดรายงานการรังวัด (field book) ชำรุดเสียหาย ทั้งที่ความจริงมีการจัดเก็บรักษาไว้ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ 2 (เชียงราย) ในสภาพใช้งานได้ รวมทั้งไม่นำระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่มีการขีดเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินและกรมป่าไม้ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์เพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับเขตป่าไม้ พ.ศ. 2534 มาตรวจสอบ ซึ่งหากนำเอกสารสำคัญ
ทั้งสองส่วนมาตรวจสอบ ก็จะทราบในทันทีว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม–ป่าห้วยลึก แต่มีเจตนาขีดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติขึ้นใหม่ เพื่อทำให้พื้นที่ที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ส่งผลให้มีการรับรองว่าแผนที่ที่ได้จากค่าพิกัดดังกล่าวมีความถูกต้อง อันมีผลกระทบกับความเป็นที่ดินของรัฐ จากการบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นเหตุให้ที่ดินที่เกิดเหตุไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นผลให้ไม่มีการติดตามเอาพื้นที่เกิดเหตุคืนกลับมาเป็นพื้นที่ของรัฐ

 

           คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

           1. การกระทำของนายวีระพล สุทธิพรพลางกูร นายพิชิต สมบัติมาก นายเจษฎา เงินทอง นายศุภชัย วิเศษกุล และนายเสกสันต์ มานะอุดมสิน มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

           2. การกระทำของนายวัลลภ บังเกิดผล นายสมชาย ใจใหญ่ นายชาคริต อุตรพงศ์ และนายสมชาติ วรภัทรหิรัญมาศ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

            ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

 

           เรื่องที่ 3 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางสาวสมพร  หลอดแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่ำรวยผิดปกติ รวมเป็นเงินจำนวน 1,191,700 บาท

 

            ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2550 - 2560 นางสาวสมพร หลอดแก้ว ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีรายได้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ตั้งแต่ปีภาษี 2550 - 2560 แสดงเงินรายได้เป็นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเบี้ยประชุม รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 2,135,806 บาท แต่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้และไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ จำนวน 3 รายการ รวมเป็นเงินจำนวน 1,191,700 บาท ดังนี้

1. เงินฝากธนาคาร จำนวน 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 211,700 บาท

2. ที่ดิน ตำบลบางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 2-2-87 (2/10) ไร่ ซื้อมาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 มูลค่า 370,000 บาท

3. เงินดาวน์รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นปี CAMRY 2013 สีขาว เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 จำนวนเงินดาวน์ 610,000 บาท

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

            นางสาวสมพร หลอดแก้ว ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งเป็นรายการทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวสมพร หลอดแก้ว รวมมูลค่า 1,191,700 บาท

            ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน และให้แจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริง โดยสรุปไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อสั่งลงโทษไล่ออกผู้ถูกกล่าวหาภายในหกสิบวัน โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ต่อไป

             หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามนัยมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ด้วย

 

             จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

 

………………………………………………………

 

การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด

ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

 

Related