Contrast
Font
2bd874fdb5f938be586de1079aee525d.png

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน 3 เรื่อง

จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 249

07/07/2569

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน 3 เรื่อง

วันนี้ (7 กรกฎาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายสุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด
คดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน 3 เรื่อง ดังนี้

 

เรื่องที่ 1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายวีระ  ร่มโพธิ์ภักดิ์
เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปศุสัตว์จังหวัดสมุทรปราการ กรณีนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

 

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปี พ.ศ. 2556 ขณะที่นายวีระ  ร่มโพธิ์ภักดิ์ ดำรงตำแหน่งปศุสัตว์จังหวัดสมุทรปราการ ได้นำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน นค 5910 สมุทรปราการ ซึ่งเป็นรถส่วนกลางที่ต้องใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมในราชการของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสมุทรปราการ ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเสมือนเป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เป็นประจำ โดยใช้ในการเดินทางกลับบ้านพักของตนเองที่จังหวัดสุพรรณบุรี และได้นำไปจอดไว้บริเวณบ้านพักอาศัยของตนเอง โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่านายวีระ  ร่มโพธิ์ภักดิ์ ได้ขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวในการเดินทางไปราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรีแต่อย่างใด โดยปรากฏว่านายวีระ  ร่มโพธิ์ภักดิ์ ได้ลงนามสั่งจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนกันยายน 2557 มากเกินผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับระยะทางที่นายวีระ  ร่มโพธิ์ภักดิ์ ได้ขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางในการเดินทางไปปฏิบัติราชการ โดยมีส่วนต่างค่าน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็นเงินจำนวน 72,085.12 บาท นอกจากนี้ พบว่ามีการสั่งจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวในวันศุกร์บ่อยครั้ง และบางครั้งเมื่อสั่งจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวในวันศุกร์แล้ว แต่ในวันจันทร์ถัดมา กลับมีการสั่งจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวอีก โดยนายวีระ  ร่มโพธิ์ภักดิ์ จะให้เจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับในบิลสั่งจ่ายน้ำมันและนำรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิง หรือบางครั้งจะให้เจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อในบิลใบสั่งจ่ายน้ำมันในช่องผู้รับ แล้วนายวีระ  ร่มโพธิ์ภักดิ์ จะเป็นผู้นำรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปเติมน้ำมันเอง อันเป็นการจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการใช้ การเก็บรักษา และการซ่อมบำรุงรถราชการ พ.ศ.2546 เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

                    การกระทำของนายวีระ  ร่มโพธิ์ภักดิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 151 มาตรา 157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

                    ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย
ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91
(1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

 

เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางวิไล  พรหมณี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี กับพวก ใช้รถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรีเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และใช้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ทำการปลอมเอกสาร หลักฐานใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลาง เพื่อนำไปชี้แจงต่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงของกระทรวงวัฒนธรรม

 

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2564 นางวิไล  พรหมณี ขณะดำรงตำแหน่งวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ได้สั่งการให้พนักงานขับรถยนต์นำรถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี (รถตู้) คันหมายเลขทะเบียน ฮฐ 7870 กรุงเทพมหานคร คอยรับ - ส่ง ตนเองจากบ้านพักซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ถึงสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 2.15 กิโลเมตร ในช่วงเช้า - เย็น เป็นประจำทุกวัน รวมทั้งมีการนำรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปใช้ในกิจการที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการและได้มีการอนุมัติเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวอีกด้วย นอกจากนี้ ยังปรากฏว่านางวิไล  พรหมณี ได้ใช้ให้นางทิพวรรณ  นิลน้อย นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการควบคุมการใช้พัสดุและยานพาหนะ มีหน้าที่จัดรถตามใบคำขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางและเก็บรักษากุญแจและเอกสารของรถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานวัฒนธรรม
จังหวัดปราจีนบุรี ทำการปลอมเอกสารหลักฐานใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานวัฒนธรรม
จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 96 ฉบับ โดยมีนางวิไล  พรหมณี เป็นผู้รับรองเอกสารราชการปลอมดังกล่าว
เพื่อนำไปชี้แจงต่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงของกระทรวงวัฒนธรรม

                    คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

  1. การกระทำของนางวิไล  พรหมณี กรณีใช้รถยนต์ส่วนกลางของทางราชการ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91
    พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
  2. การกระทำของนางวิไล  พรหมณี กรณีใช้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำการปลอมเอกสาร
    และรับรองเอกสารราชการปลอม มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
    มาตรา 161 ประกอบมาตรา 84 มาตรา 162 (1) (4) มาตรา 265 ประกอบมาตรา 84 และมาตรา 268 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
    และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
  3. การกระทำของนางทิพวรรณ  นิลน้อย มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 มาตรา 162 (1) (4) มาตรา 265 และมาตรา 268 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

                        ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวน
การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และ มาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

 

เรื่องที่ 3 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายวิทยา  สมศรีษมสกุล       กับพวก รวม 6 คน กรณีร่วมกันเรียกรับทรัพย์สิน จํานวน 6 ล้านบาท เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ
เจ้าพนักงานเพื่อให้ดําเนินการปล่อยตัว (ประกันตัว) Mr. Ritesh Patel (นายริเทช  พาเทล) ซึ่งถูกควบคุมตัว เนื่องจากสวมข้อมูลการเดินทางของบุคคลอื่นเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย

 

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ปฏิบัติการที่ 2 ได้จับกุม Mr. Ritesh Patel (นายริเทช  พาเทล) สัญชาติอังกฤษ ซึ่งสวมข้อมูลการเดินทางของบุคคลอื่นเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมายและควบคุมตัวไว้ที่ห้องกักสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต (ตม.ภูเก็ต) ต่อมา Mr. Ritesh Patel ได้แจ้งให้นางสาวธิรวรรณ  เขียวงาม มาติดต่อและถือหนังสือเดินทางมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต ปรากฏว่าหนังสือเดินทางดังกล่าวถูกสถานทูตยกเลิกและถูกเพิกถอนวีซ่า จากนั้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 ได้มีการนําตัว Mr. Ritesh Patelส่งไปยังสถานกักกันผู้ต้องหาต่างด้าว สโมสรตำรวจ กรุงเทพมหานคร ต่อมาเพื่อนของ Mr. Ritesh Patel
ได้ติดต่อบุคคลเพื่อให้ช่วยเรื่องประกันตัว Mr. Ritesh Patel ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565
บุคคลดังกล่าวได้ติดต่อนายวิทยา  สมศรีษมสกุล โดยนายวิทยา  สมศรีษมสกุล แจ้งกับบุคคลดังกล่าว
ว่ารู้จักกับพันตำรวจเอก ราเมศ  แก้วสูงเนิน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจกับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น มีหน้าที่ดูแลเรื่องการขออนุญาตอยู่ต่อของชาวต่างชาติและคดีความที่เกิดขึ้น
กับชาวต่างชาติในประเทศไทย สามารถให้การช่วยเหลือ Mr. Ritesh Patel ได้ และให้โอนเงินค่าดำเนินการก่อน 1,000,000 บาท บุคคลดังกล่าวจึงติดต่อนางสาวธิรวรรณ  เขียวงาม และได้มีการโอนเงินจํานวน 1,000,000 บาท ไปยังบัญชีนายอภิรักษ์  เที่ยงธรรม ตามที่นายวิทยา  สมศรีษมสกุล แจ้ง ต่อมานายวิทยา  สมศรีษมสกุล ได้แจ้งยอดการดำเนินการประกันตัวทั้งหมดเพื่อให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ (พันตำรวจเอก ราเมศ  แก้วสูงเนิน) เป็นผู้ประสานพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 6,000,000 บาท ต่อมาบุคคลดังกล่าว มีการนัดพบกับนายวิทยา  สมศรีษมสกุล ณ สถานกักกันผู้ต้องหาต่างด้าว สโมสรตำรวจ กรุงเทพมหานคร และนายวิทยา  สมศรีษมสกุล ได้เดินไปยังบริเวณหน้าห้องกักกัน พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จากนั้นนายวิทยา  สมศรีษมสกุล ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังพันตำรวจเอก ราเมศ  แก้วสูงเนิน และส่งโทรศัพท์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพูดสายกับพันตำรวจเอก ราเมศ  แก้วสูงเนิน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพูดว่า “ไม่มีนโยบายให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหา อีกทั้งไม่มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ผู้ใดเข้าเยี่ยม”บุคคลดังกล่าวและนายวิทยา  สมศรีษมสกุล จึงเดินทางกลับ และนายวิทยา  สมศรีษมสกุล แจ้งว่าจะต้องจัดการเรื่องเงินให้เรียบร้อยก่อน บุคคลดังกล่าวจึงได้โทรศัพท์แจ้งนางสาวธิรวรรณ  เขียวงาม ให้เตรียมเงินไว้ และต่อมา

นายวิทยา  สมศรีษมสกุล แจ้งให้บุคคลดังกล่าวโอนเงินให้อีก 5,000,000 บาท บุคคลดังกล่าวจึงแจ้งให้
นางสาวธิรวรรณ  เขียวงาม โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของนางสาวณัฐนรี  บุญมา และนางสาวทิพย์สุดา  อินสองใจ ตามที่นายวิทยา  สมศรีษมสกุล แจ้งให้โอน แต่ปรากฏว่า Mr. Ritesh Patel ไม่ได้รับการประกันตัว ตามที่นายวิทยา  สมศรีษมสกุล อ้าง จากการตรวจสอบพบว่า มีการโอนเงินต่อไปยังบัญชีของนายวิทยา  สมศรีษมสกุล พันตำรวจเอก ราเมศ  แก้วสูงเนิน และนางบูรยา  แก้วสูงเนิน ภรรยาของพันตำรวจเอก ราเมศ  แก้วสูงเนิน

  คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

  1. การกระทำของนายวิทยา สมศรีษมสกุล มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175
  2. การกระทำของพันตำรวจเอก ราเมศ แก้วสูงเนิน มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 128 ประกอบมาตรา 169 และมาตรา 175 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
  3. การกระทำของนายอภิรักษ์ เที่ยงธรรม นางสาวณัฐนรี  บุญมา และนางสาวทิพย์สุดา  อินสองใจ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการเรียกรับและสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐตามฐานความผิด ดังกล่าว
  4. นางบูรยา แก้วสูงเนิน มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการเรียกรับและสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

ให้ส่งรายงาน สํานวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สําเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคําวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดําเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอํานาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สํานวน การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคําวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดําเนินการทางวินัย ตามฐานความผิด ดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

 

  จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

 

                                            ………………………………………………………

 

การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด

ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

 

Related