Contrast
Font
3eb3e4c486311745044cbd5f14e48297.png

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ จำนวน 2 เรื่อง

จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 381

11/08/2569

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ จำนวน 2 เรื่อง

วันนี้ (11 สิงหาคม 2569) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญ กรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้

 

เรื่องที่ 1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายชาญ  พวงเพ็ชร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กับพวก กรณีตั้งงบประมาณและกำหนดราคากลางจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 - 2556 สูงกว่าราคาในท้องตลาดเป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีได้รับความเสียหาย เป็นเงินประมาณทั้งสิ้น 44,574,012 บาท

 

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 นายชาญ พวงเพ็ชร์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้แจ้งให้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปทุมธานีเสนอโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ ตามแบบที่กำหนด โดยให้เสนอโครงการภายในวงเงินคนละ 5,000,000 บาท ปรากฏว่าสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี จำนวน 10 ราย ได้เสนอโครงการ รวม 8 โครงการ รวมเป็นเงิน 10,500,000 บาท ต่อมานายชาญ พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้สั่งการให้นำโครงการบรรจุไว้ ในแผนพัฒนาสามปี (พ.ศ. 2555 - 2557) และกำหนดไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ทั้งที่ไม่มีเอกสารแสดงแหล่งที่มาของราคาในการจัดทำงบประมาณ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 แต่อย่างใด แต่ปรากฏว่านายสถาพร วงศ์พานิช ผู้อำนวยการกองช่าง ในฐานะเจ้าของงบประมาณ ได้มอบหมายให้นายประเทือง กันธสมาส วิศวกรโยธา 8 วช สังกัดกองช่าง เป็นผู้ประมาณการราคา โดยมิได้มีการสืบราคาพัสดุครุภัณฑ์ให้ถูกต้อง ตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0808.2/ว 1989 ลงวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552 แต่เป็นราคาที่นายประเทือง กันธสมาส ได้นำราคาของเครื่องออกกำลังกายที่เคยจัดซื้อเมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 – 2554 ในราคาชุดละประมาณ 500,000 บาท มาใช้ในการประมาณการราคา ทั้งที่มีรายละเอียดคุณลักษณะไม่เหมือนกัน ไม่สามารถนำราคาที่เคยจัดซื้อมาเปรียบเทียบเพื่อประมาณการราคาได้ นอกจากนี้ ในขั้นตอนการจัดซื้อก็ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางเพื่อทำการสืบราคาตามระเบียบกระทรวง มหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง ดังที่ระบุไว้ในรายงานการขอซื้อขอจ้างแต่อย่างใด ต่อมานายชาญ พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้อาศัยราคาดังกล่าวในการอนุมัติให้จัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย จำนวน 3 สัญญา เป็นเงินจำนวน 28,038,000 บาท

 

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ปรากฏว่าสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี จำนวน 13 ราย ได้เสนอโครงการ จำนวน 13 โครงการ รวมเป็นเงิน 34,500,000 บาท ต่อมา นายชาญ พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้สั่งการให้นำโครงการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาสามปี (พ.ศ. 2555 - 2557) และกำหนดไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ทั้งที่ไม่มีเอกสารแสดงแหล่งที่มาของราคาในการจัดทำงบประมาณ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 แต่อย่างใด แต่ปรากฏว่านายสถาพร วงศ์พานิช ผู้อำนวยการกองช่าง ในฐานะเจ้าของงบประมาณ ได้มอบหมายให้นายประเทือง  กันธสมาส วิศวกรโยธา 8 วช สังกัดกองช่าง เป็นผู้ประมาณการราคา โดยมิได้มีการสืบราคาพัสดุครุภัณฑ์ให้ถูกต้องตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0808.2/ว 1989 ลงวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552 แต่เป็นราคาที่นายประเทือง กันธสมาส ได้นำราคาของเครื่องออกกำลังกายที่เคยจัดซื้อเมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 – 2555 ในราคาชุดละประมาณ 500,000 บาท มาใช้ในการประมาณการราคา ทั้งที่มีรายละเอียดคุณลักษณะไม่เหมือนกัน ไม่สามารถนำราคาที่เคยจัดซื้อมาเปรียบเทียบเพื่อประมาณการราคาได้นอกจากนี้ ในขั้นตอนการจัดซื้อ ก็ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางเพื่อทำการสืบราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง ดังที่ระบุไว้ในรายงานการขอซื้อขอจ้างแต่อย่างใด ต่อมานายชาญ  พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้อาศัยราคาดังกล่าวในการอนุมัติให้จัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย จำนวน 9 สัญญา เป็นเงินจำนวน 46,080,500 บาท

 

ทั้งนี้ รวม 2 ปีงบประมาณ จำนวน 12 สัญญา (151 ชุด) เป็นเงินทั้งสิ้น 74,118,500 บาท ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ทำการตรวจสอบ โดยสืบราคาเครื่องออกกำลังกายจากผู้จำหน่ายเครื่องออกกำลังกายภายในจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง จำนวน 3 ราย โดยระบุประเภทและคุณลักษณะ เช่น ความกว้าง ความยาว ความสูง ความหนาของเหล็ก
และคุณภาพของสีที่ใกล้เคียงกับเครื่องออกกำลังกายที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีจัดซื้อในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 – 2556 รวม 12 สัญญา (151 ชุด) พบว่าเครื่องออกกำลังกายมีค่าเฉลี่ยราคาประมาณชุดละ 195,658.86 บาท แต่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีกลับจัดซื้อในราคาประมาณชุดละ 500,000 บาท สูงกว่าราคาตลาดหรือราคาท้องถิ่นถึงประมาณชุดละ 304,341.14 บาท เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีได้รับความเสียหาย เป็นเงินประมาณทั้งสิ้น 44,574,012 บาท

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

  1. การกระทำของนายชาญ พวงเพ็ชร์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 77
  2. การกระทำของนายสถาพร วงศ์พานิช และนายประเทือง กันธสมาส มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนนายชาญ พวงเพ็ชร ตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ หรือดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ

 

เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายชัยมงคล  ไชยรบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร กับพวก กรณีทุจริตในโครงการจัดซื้อผ้าห่มนวมกันหนาวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 วงเงินงบประมาณ 11,000,000 บาท

 

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 จังหวัดสกลนคร ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยหนาว) ในพื้นที่ 18 อำเภอ และมีหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เพื่อขอรับการสนับสนุนผ้าห่มกันหนาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว จากนั้นนายชัยมงคล ไชยรบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้เห็นชอบให้กองคลังดำเนินการตามระเบียบต่อมานายพัฒนา พิมพะสาลี เจ้าหน้าที่พัสดุ กองคลัง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้มีบันทึกเสนอนายชัยมงคล ไชยรบ ขออนุมัติสืบราคาผ้าห่มนวมกันหนาวเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดซื้อ จากนั้นนายชัยมงคล ไชยรบ ได้มีหนังสือสืบราคาไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 5 กลุ่ม ปรากฏว่านายสังขพงศ์ นพแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนอนดีเน้ หนองบัวสิม อำเภอคำตากล้า ซึ่งได้รับการติดต่อประสานงานจากนางสาวสาธินี ดาวศิริโรจน์ ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ให้เสนอราคาผ้าห่มนวมกันหนาว ได้เป็นผู้จัดทำใบเสนอราคาและเป็นผู้กำหนดราคาของ 4 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน อยู่ที่ผืนละ 235 - 238 บาท และเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครได้ลงรับเอกสาร ทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าว ส่วนอีก 1 กลุ่ม แจ้งราคากลับมาผืนละ 160 บาท จากนั้นในวันเดียวกัน นายพัฒนา พิมพะสาลี เจ้าหน้าที่พัสดุได้นำราคาของกลุ่มวิสาหกิจทั้ง 5 กลุ่ม มาบวกรวมกันแล้วหารหาค่าเฉลี่ย ได้ราคาเฉลี่ยผืนละ 221.40 บาท  และได้เสนอขออนุมัติราคากลางไปยังนายชัยมงคล ไชยรบ โดยผ่านความเห็นชอบของนางทองหล่อ ปารีพันธ์หัวหน้าฝ่ายพัสดุ นายสมัย โพธิทองดี หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ นางพัฒนาวดี จันทร์นวลหรือวิริยปิยะ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร และนายสันติ ไชยยศ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ตามลำดับชั้น ปรากฏว่านายชัยมงคล ไชยรบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ลงนามอนุมัติให้จัดซื้อผ้าห่มนวมกันหนาวโดยวิธีกรณีพิเศษ ในราคาผืนละ 220 บาท จำนวน 50,000 ผืน เป็นเงินทั้งสิ้น 11,000,000 บาท ทั้งที่ผ้าห่มนวมกันหนาวดังกล่าวมีคุณลักษณะเฉพาะตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดราคาขายทั่วไปผืนละ 120 - 160 บาท และแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีกรณีพิเศษ แต่ปรากฏว่านายพัฒนา พิมพะสาลี ได้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว โดยได้จัดทำหนังสือเชิญกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 9 กลุ่ม ให้ไปเสนอราคาในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553 แต่ไม่เชิญกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เสนอราคาผืนละ 160 บาท ต่อมา นายสังขพงศ์ นพแก้ว และนางปาริชาติ หรือวริทยา อุประชัยวุฒิ ได้จัดทำใบเสนอราคาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 9 กลุ่ม แล้วแต่กรณี และนำมายื่นต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร โดยทั้ง 9 กลุ่ม เสนอราคาผ้าห่มนวมกันหนาวผืนละ 220 บาท เท่ากันทุกกลุ่ม ซึ่งสูงกว่าราคาที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดผืนละ 60 บาท จากนั้นนายพัฒนา พิมพะสาลี ได้เสนอให้จัดซื้อผ้าห่มนวมกันหนาวจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 9 กลุ่ม และเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553 นายชัยมงคล ไชยรบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายผ้าห่มนวมกันหนาวกับกลุ่มวิสาหกิจทั้ง 9 กลุ่ม ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553 นายชัยมงคล ไชยรบ ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อผ้าห่มนวมกันหนาวในนามวิสาหกิจชุมชน ทั้ง 9 กลุ่ม รวมเป็นเงิน 11,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนด เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

  1. การกระทำของนายชัยมงคล ไชยรบ นายสันติ ไชยยศ นายพัฒนา พิมพะสาลี นายสมัย โพธิทองดี นางทองหล่อ ปารีพันธ์ นางพัฒนาวดี จันทร์นวล หรือวิริยปิยะ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 สำหรับนายชัยมงคล ไชยรบ และนายสันติ ไชยยศ ยังมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 77 ส่วนนายพัฒนา พิมพะสาลี นายสมัย โพธิทองดี นางทองหล่อ ปารีพันธ์ นางพัฒนาวดี จันทร์นวล หรือวิริยปิยะ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
  2. การกระทำของนางสาวสาธินี ดาวศิริโรจน์ นายสังขพงศ์ นพแก้ว นางปาริชาติ หรือวริทยา อุประชัยวุฒ มีมูลความผิดทางอาญาฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐตามฐานความผิดดังกล่าว
  3. การกระทำของคณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวโดยวิธีกรณีพิเศษ จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

 

ทั้งนี้ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาในฐานความผิดนี้

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนหรือผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป และแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ

 

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

………………………………………………………

 

 

 

การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด

ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

 



 

                                                                ………………………………………………………

 

Related