จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายและรักษาความน่าเชื่อถือในระยะยาว
🚫 หยุดวงจรสินบน เริ่มต้นที่องค์กรของคุณ
กฎหมายไม่ได้มองแค่ “คนให้” แต่รวมถึง “บริษัท” หากมีส่วนรู้เห็นหรือสั่งการ
ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 176
🔎 ตัวอย่างสำคัญที่ควรรู้
• กรณีบริษัทมีมติให้สินบน ➝ ทั้งกรรมการและบริษัท “มีความผิด”
• กรณีพนักงานกระทำเอง ➝ พนักงานผิด แต่บริษัท “อาจไม่ผิด” หากมีระบบควบคุมที่เหมาะสม
💡 สิ่งที่องค์กรควรทำ
✔ มีนโยบายต่อต้านสินบนชัดเจน
✔ วางระบบควบคุมภายใน
✔ สร้างวัฒนธรรมโปร่งใส
เพราะ “การป้องกัน” คือเกราะที่ดีที่สุดขององค์กร
------------------------------------

เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต

กลับมาพบกับ “เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต” กันอีกครั้งวันนี้ชวนทุกท่านทำความเข้าใจเรื่อง “การเบียดบังเงินหลวง” ว่ามีความหมายและผลกระทบต่อสังคมอย่างไร พร้อมเรียนรู้บทลงโทษและแนวคิดสำคัญ
ในการป้องกันการทุจริต เพื่อร่วมกันสร้างสังคมโปร่งใสไปด้วยกันครับ
“เงินหลวง” หรือ “งบประมาณแผ่นดิน” คือเงินที่ได้มาจากภาษีของประชาชน
การบริหารประเทศเป้าหมายสำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข โดยใช้งบประมาณแผ่นดินที่ได้จากภาษีซึ่งเก็บมาจากประชาชนใช้ในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ของชาติและของประชาชนเป็นสำคัญ โดยการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจึงมีระเบียบกฎหมายกำกับควบคุมอย่างรัดกุม เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง และช่วยให้การพัฒนาประเทศบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งนอกเหนือจากระเบียบกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจะต้องมีสำนึกที่ดีมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก
แต่ในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจะพบว่า ยังคงมีปัญหาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนใช้โอกาสจากตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองและพวกพ้องอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้งบประมาณแผ่นดิน ไม่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สูญเสียโอกาสการพัฒนาประเทศในการแข่งขันกับนานาประเทศอย่างน่าเสียดาย สำนึกที่สำคัญประการหนึ่งของการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐคือการที่ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตนเสมอ ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติแล้ว ยังเป็นเกราะป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปลอดจากความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาได้ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ในการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมให้ชัดเจน
ติดตามตอนต่อไปของ “เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต” กับกรณีศึกษาการ “เบียดบังเงินหลวง” จากคดีจริงที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด แล้วให้ส่งอัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เพื่อเป็นอุทาหรณ์และเสริมสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันการทุจริตแก่สังคมครับ
------------------------------------
เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต

วันนี้มาต่อเนื่องกับเรื่อง “การเบียดบังเงินหลวง” ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม พร้อมบทลงโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นอุทาหรณ์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทยครับ
ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน บ. ได้รับคำสั่งให้เป็นคณะกรรมการเบิกถอนเงิน
เพื่อนำมาจ่ายค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนและดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง แต่อาศัยตำแหน่งหน้าที่
เบียดบังเงินโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนไปเป็นของตนโดยทุจริต รวมจำนวน 904,060.18 บาท
เป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรม จริยธรรม และไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่ข้าราชการทั่วไป จึงไม่รอ
การลงโทษ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ลงโทษจำคุก 50 ปี และให้คืนเงินที่ได้เบียดบังไปให้แก่โรงเรียน บ.

*คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 คดีหมายเลขดำที่ อท 135/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 1/2564
------------------------------------
วันนี้ขอนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลเสียของการทุจริตต่อภาครัฐ และบทลงโทษทางกฎหมายที่ผู้กระทำต้องรับผิดครับ
ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ก. มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุม กำกับดูแลบุคลากรทางการศึกษา การเงิน พัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น ๆ ของโรงเรียนให้เป็นไปตามระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ โรงเรียน ก. ได้รับเงินตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีงานทำของนักเรียนให้มีรายได้ระหว่างเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 321,000 บาท จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และได้มีการเบิกจ่ายเงิน จำนวน 40,000 บาท โดยเป็นค่าทำงานให้แก่นักเรียน จำนวน 37,850 บาท และเป็นค่าซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด จำนวน 2,150 บาท คงเหลือเงินอยู่ในความครอบครองของจำเลย จำนวน 281,000 บาท จำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 281,000 บาท ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

*คำพิพากษาอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ คดีหมายเลขดำที่ อท 483/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 4445/2564
กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมได้ และได้กระทำการเบียดบังเงินของหลวงไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ส่งผลให้ราชการได้รับความเสียหาย ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ จึงเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนพึงตระหนัก เพราะการเบียดบังเงินหลวงไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ
แต่ผู้กระทำยังต้องได้รับโทษตามกฎหมายถึงขั้นจำคุกอีกด้วย
------------------------------------

เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต


สัปดาห์นี้ขอนำเสนอต่อเนื่อง ในกรณีศึกษาเกี่ยวกับ
“การปลอมใบแจ้งย้ายที่อยู่เพื่อสวมบัตรประชาชน”


ข้อเท็จจริง นาย ก. เจ้าพนักงานปกครอง และนาย ข. เจ้าหน้าที่ปกครอง ร่วมกระทำการโดยทุจริตช่วยเหลือนางสาว ร. ในการปลอมใบแจ้งย้ายที่อยู่อันเป็นเอกสารที่มีการยกเลิกการใช้แล้ว มาแจ้งย้ายที่อยู่ของนาย ค. จากบ้านเลขที่ในจังหวัดหนึ่ง ซึ่งเป็นทะเบียนบ้านกลาง มาเข้าบ้านเลขที่ในกรุงเทพมหานคร และปลอมลายมือชื่อนาย ค. ในเอกสาร เพื่อจะได้ดำเนินการทำบัตรประชาชน และนำเอกสารเกี่ยวกับการยื่นคำขอมีบัตรประชาชนไปให้นางสาว ร. ลงลายนิ้วมือ แล้วนาย ข. ได้จัดทำบัตรประชาชน โดยให้นาย ก. เป็นผู้สอบปากคำนางสาว ร. ในฐานะเจ้าบ้านและผู้รับรองตัวบุคคล และเป็นผู้ลงนามอนุมัติในทะเบียน
การกระทำของนาย ก. และนาย ข. จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ

มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. การกระทำของนาย ก. และนาย ข. เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 (1) (4) มาตรา 264 และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50 และตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14

การทุจริตเกี่ยวกับเอกสารราชการ แม้เพียงขั้นตอนเล็ก ๆ แต่สามารถนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและความเสียหายที่ร้ายแรงได้ในอนาคต

แล้วสัปดาห์หน้าจะเป็นกรณีศึกษาเรื่องอะไร โปรดติดตามครับ