Contrast
Font
banner_default_3.jpg

เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️ ประจำเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2569

จากไชต์: สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ
จำนวนผู้เข้าชม: 197

15/06/2569
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
🚨 การให้สินบนเป็นความผิดตามกฎหมาย ที่อาจเกิดขึ้นได้ในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งในภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่
📌 การให้เงินหรือผลประโยชน์เพื่อจูงใจให้เจ้าหน้าที่กระทำ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทบต่อความโปร่งใสของสังคม
อ่านสรุปแบบเข้าใจง่ายได้ในอินโฟกราฟิกนี้ 👇
💡 สังคมที่ดี เริ่มจาก “ไม่ให้ ไม่รับ ไม่ยอม”
------------------------------------
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
⚖️ เข้าใจ “การให้สินบน” ให้ชัด ไม่เผลอทำผิดโดยไม่รู้ตัว
อินโฟนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดขึ้นว่า
“การให้–รับสินบน” แบบไหนเข้าข่ายความผิด และแบบไหนควรระวัง
👉 มาดูตัวอย่างกัน ว่าพฤติกรรมใกล้ตัวแบบไหนเสี่ยงผิดกฎหมายบ้าง
🔴 ความผิดฐานให้สินบน
1. เสนอเงินให้ตำรวจเพื่อไม่ให้โดนจับ
แม้เป็นแค่คำพูดพร้อมเงิน เช่น “เอาเงินให้สองหมื่น อย่าจับเลย” ถือเป็นการจูงใจเจ้าพนักงาน มีความผิดทันที
2. แค่ติดต่อขอให้เงินเจ้าหน้าที่ ก็ผิดแล้ว ไม่ต้องรอว่าเจ้าหน้าที่จะรับหรือไม่
3. แม้เป็นการล่อจับ ก็ยังผิด แม้เจ้าหน้าที่รับเพื่อวางแผนจับกุม กฎหมายดูที่ “เจตนาของผู้ให้”
4. ให้เงินเพื่อเร่งงานราชการ เช่น ให้เงินเพื่อให้ออกใบอนุญาตเร็วขึ้น การจ่ายเพื่อให้ได้เปรียบ มีความผิด
🔵 ความผิดฐานรับสินบน
- ให้เงินเพื่อช่วยติดตามคนร้าย
- สนับสนุนค่าน้ำมันตำรวจตรวจพื้นที่
- ช่วยค่าดูแลจราจรหน้าร้าน
👉 ผู้ให้ “ไม่ผิด” เพราะไม่มีเจตนาจูงใจให้ทำผิดหน้าที่
แต่ ❗ เจ้าหน้าที่ที่รับ อาจมีความผิด
เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว
การรับเงินหรือผลประโยชน์ อาจเข้าข่าย “รับสินบน/รับทรัพย์สินโดยมิชอบ”
------------------------------------
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
🚫 “ให้สินบน” ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือความผิดตามกฎหมาย!
กฎหมายป้องกันการให้สินบน พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 176 ความผิดฐานให้สินบนและความรับผิดของนิติบุคคลตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 176 และหลักการพื้นฐานในการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมของนิติบุคคล ในการป้องกันการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศ
ความผิดฐานให้สินบนและความรับผิดของนิติบุคคลตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 176 มาตรา 176 ของกฎหมาย ป.ป.ช. เรื่องความผิดฐานให้สินบนและความรับผิดของนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ “ผู้ให้” สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐและส่งเสริมให้นิติบุคคลมีมาตรการป้องกันสินบนที่มีประสิทธิภาพ
มาตรา 176 วรรคแรก
“ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศหรือเจ้าหน้าที่ของ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงเวลาการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่…”
โทษจากการให้สินบน
• การให้สินบนผ่านตัวกลาง เช่น คู่สมรส ญาติ หรือเพื่อนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้
• โทษตามวรรคนี้ ได้แก่ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
------------------------------------
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
รู้ไว้ ไม่เสี่ยง! ⚖️
หากบุคลากรขององค์กร เช่น ลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง 🤝 กระทำการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของรัฐ 💸
เพื่อประโยชน์ขององค์กร นิติบุคคลก็อาจต้องร่วมรับผิดตามกฎหมายได้เช่นกัน ⚠️
โดยเฉพาะในกรณีที่องค์กรไม่มีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกระทำความผิด 🔍
ดังนั้น การวางระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพ 🏢✨
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายและรักษาความน่าเชื่อถือในระยะยาว
------------------------------------
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️

🚫 หยุดวงจรสินบน เริ่มต้นที่องค์กรของคุณ
กฎหมายไม่ได้มองแค่ “คนให้” แต่รวมถึง “บริษัท” หากมีส่วนรู้เห็นหรือสั่งการ
ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 176

🔎 ตัวอย่างสำคัญที่ควรรู้
• กรณีบริษัทมีมติให้สินบน ➝ ทั้งกรรมการและบริษัท “มีความผิด”
• กรณีพนักงานกระทำเอง ➝ พนักงานผิด แต่บริษัท “อาจไม่ผิด” หากมีระบบควบคุมที่เหมาะสม

💡 สิ่งที่องค์กรควรทำ
✔ มีนโยบายต่อต้านสินบนชัดเจน
✔ วางระบบควบคุมภายใน
✔ สร้างวัฒนธรรมโปร่งใส

เพราะ “การป้องกัน” คือเกราะที่ดีที่สุดขององค์กร

------------------------------------

📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
กลับมาพบกับ “เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต” กันอีกครั้งวันนี้ชวนทุกท่านทำความเข้าใจเรื่อง “การเบียดบังเงินหลวง” ว่ามีความหมายและผลกระทบต่อสังคมอย่างไร พร้อมเรียนรู้บทลงโทษและแนวคิดสำคัญ
ในการป้องกันการทุจริต เพื่อร่วมกันสร้างสังคมโปร่งใสไปด้วยกันครับ
“เงินหลวง” หรือ “งบประมาณแผ่นดิน” คือเงินที่ได้มาจากภาษีของประชาชน
การบริหารประเทศเป้าหมายสำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข โดยใช้งบประมาณแผ่นดินที่ได้จากภาษีซึ่งเก็บมาจากประชาชนใช้ในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ของชาติและของประชาชนเป็นสำคัญ โดยการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจึงมีระเบียบกฎหมายกำกับควบคุมอย่างรัดกุม เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง และช่วยให้การพัฒนาประเทศบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งนอกเหนือจากระเบียบกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจะต้องมีสำนึกที่ดีมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก
แต่ในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินจะพบว่า ยังคงมีปัญหาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนใช้โอกาสจากตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองและพวกพ้องอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้งบประมาณแผ่นดิน ไม่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สูญเสียโอกาสการพัฒนาประเทศในการแข่งขันกับนานาประเทศอย่างน่าเสียดาย สำนึกที่สำคัญประการหนึ่งของการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐคือการที่ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตนเสมอ ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติแล้ว ยังเป็นเกราะป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปลอดจากความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาได้ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ในการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมให้ชัดเจน
ติดตามตอนต่อไปของ “เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต” กับกรณีศึกษาการ “เบียดบังเงินหลวง” จากคดีจริงที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด แล้วให้ส่งอัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เพื่อเป็นอุทาหรณ์และเสริมสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันการทุจริตแก่สังคมครับ
------------------------------------
เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
วันนี้มาต่อเนื่องกับเรื่อง “การเบียดบังเงินหลวง” ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม พร้อมบทลงโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นอุทาหรณ์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทยครับ
🔎"กรณีเบียดบังเงินอาหารกลางวันของโรงเรียนไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว" 🍱💸
ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน บ. ได้รับคำสั่งให้เป็นคณะกรรมการเบิกถอนเงิน
เพื่อนำมาจ่ายค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนและดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง แต่อาศัยตำแหน่งหน้าที่
เบียดบังเงินโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนไปเป็นของตนโดยทุจริต รวมจำนวน 904,060.18 บาท
เป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรม จริยธรรม และไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่ข้าราชการทั่วไป จึงไม่รอ
การลงโทษ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ลงโทษจำคุก 50 ปี และให้คืนเงินที่ได้เบียดบังไปให้แก่โรงเรียน บ.
📌*คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 คดีหมายเลขดำที่ อท 135/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 1/2564
------------------------------------
📍 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
ปิดท้ายสัปดาห์กับ “เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต” ด้วยกรณีศึกษาสุดท้ายของประเด็น “การเบียดบังเงินหลวง” 💰❌
วันนี้ขอนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลเสียของการทุจริตต่อภาครัฐ และบทลงโทษทางกฎหมายที่ผู้กระทำต้องรับผิดครับ
🔎"กรณีเบียดบังเงินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีงานทำของนักเรียนนักศึกษา" 🎓💰
ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ก. มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุม กำกับดูแลบุคลากรทางการศึกษา การเงิน พัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น ๆ ของโรงเรียนให้เป็นไปตามระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ โรงเรียน ก. ได้รับเงินตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการมีงานทำของนักเรียนให้มีรายได้ระหว่างเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 321,000 บาท จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และได้มีการเบิกจ่ายเงิน จำนวน 40,000 บาท โดยเป็นค่าทำงานให้แก่นักเรียน จำนวน 37,850 บาท และเป็นค่าซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด จำนวน 2,150 บาท คงเหลือเงินอยู่ในความครอบครองของจำเลย จำนวน 281,000 บาท จำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 281,000 บาท ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
📌*คำพิพากษาอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ คดีหมายเลขดำที่ อท 483/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 4445/2564
กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมได้ และได้กระทำการเบียดบังเงินของหลวงไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ส่งผลให้ราชการได้รับความเสียหาย ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ จึงเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนพึงตระหนัก เพราะการเบียดบังเงินหลวงไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ
แต่ผู้กระทำยังต้องได้รับโทษตามกฎหมายถึงขั้นจำคุกอีกด้วย
------------------------------------
📌 เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต‼️
📖 สัปดาห์นี้ขอนำเสนอต่อเนื่อง ในกรณีศึกษาเกี่ยวกับ
“การปลอมใบแจ้งย้ายที่อยู่เพื่อสวมบัตรประชาชน” 🪪⚠️
ข้อเท็จจริง นาย ก. เจ้าพนักงานปกครอง และนาย ข. เจ้าหน้าที่ปกครอง ร่วมกระทำการโดยทุจริตช่วยเหลือนางสาว ร. ในการปลอมใบแจ้งย้ายที่อยู่อันเป็นเอกสารที่มีการยกเลิกการใช้แล้ว มาแจ้งย้ายที่อยู่ของนาย ค. จากบ้านเลขที่ในจังหวัดหนึ่ง ซึ่งเป็นทะเบียนบ้านกลาง มาเข้าบ้านเลขที่ในกรุงเทพมหานคร และปลอมลายมือชื่อนาย ค. ในเอกสาร เพื่อจะได้ดำเนินการทำบัตรประชาชน และนำเอกสารเกี่ยวกับการยื่นคำขอมีบัตรประชาชนไปให้นางสาว ร. ลงลายนิ้วมือ แล้วนาย ข. ได้จัดทำบัตรประชาชน โดยให้นาย ก. เป็นผู้สอบปากคำนางสาว ร. ในฐานะเจ้าบ้านและผู้รับรองตัวบุคคล และเป็นผู้ลงนามอนุมัติในทะเบียน
การกระทำของนาย ก. และนาย ข. จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ
📌 มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. การกระทำของนาย ก. และนาย ข. เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 (1) (4) มาตรา 264 และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50 และตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14
🛑 การทุจริตเกี่ยวกับเอกสารราชการ แม้เพียงขั้นตอนเล็ก ๆ แต่สามารถนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและความเสียหายที่ร้ายแรงได้ในอนาคต
👀 แล้วสัปดาห์หน้าจะเป็นกรณีศึกษาเรื่องอะไร โปรดติดตามครับ
 

Related