
เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต


อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงผลเสียของการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนจากงานราชการ จากกรณี “เรียก รับเงินในการแจ้งเกิดเกินกำหนด เพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้าน และจัดทำบัตรประชาชนโดยทุจริต” โดยเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันเลยครับ

นาย ก. ได้ไปพบนาย ข. ซึ่งทำหน้าที่ผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอ ณ สำนักทะเบียนอำเภอ เพื่อให้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านและทำบัตรประจำตัวประชาชนให้กับนาย ค. โดยนาย ข. ได้เรียกร้องเงินเป็นค่าตอบแทนในการดำเนินการให้ ต่อมานาย ก. ได้พานาย ค. ไปที่สำนักทะเบียนอำเภอ และนาย ข. ได้ดำเนินการจัดทำคำร้องเกี่ยวกับงานทะเบียนราษฎรให้นาย ก. ลงชื่อขอแจ้งเกิดเกินกำหนดให้นาย ค. และจัดทำบันทึกถ้อยคำให้พยานลงชื่อรับรองว่านาย ค. เป็นบุตรของนาย ก. จากนั้นจึงเพิ่มชื่อนาย ค. ลงในทะเบียนบ้าน หลังจากนั้นนาย ข. ได้เรียกรับเงินจำนวน 2 ครั้ง ก่อนที่จะมอบบัตรประชาชนให้ การกระทำของนาย ก. จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย เป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานกระทำการรับรองเอกสารเป็นเท็จ

มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
การกระทำของนาย ข. เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 82 วรรคสาม และมาตรา 98 วรรคสอง และเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 157 และมาตรา 162 ประกอบมาตรา 91

การทุจริตไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินมากหรือน้อย ล้วนส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบราชการและความเป็นธรรมของสังคม

แล้วมาติดตามกันต่อกับกรณีศึกษาการทุจริตรูปแบบอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยในสัปดาห์หน้าครับ
------------------------------------

เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต


เอกสารราชการต้องยึดความถูกต้องและข้อเท็จจริง เพราะหากมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ

อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรง และในวันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จะพาทุกท่านไปดูกรณีศึกษาการออกเอกสารรับรองการเกิดอันเป็นเท็จ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบกันครับ


"ออกเอกสารรับรองการเกิดในประเทศไทยอันเป็นเท็จ และได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ"
นาย ก. นายอำเภอ ร่วมกับนาย ข. ปลัดอำเภอในฐานะผู้ช่วยนายทะเบียน ได้ร่วมกันดำเนินการให้นาย A และนางสาว B ได้รับหนังสือรับรองการเกิดในประเทศไทย โดยมีการจัดทำเอกสารรับรองการเกิดอันเป็นเท็จ ส่งผลให้บุคคลทั้งสองได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าไม่ได้เกิดในประเทศไทย

มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
การกระทำของนาย ก. และนาย ข. มีมูลความผิดทางวินัย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบหรือโดยทุจริต และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85 (1) และ (4) และมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และฐานทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50

ส่วนนาย A และนางสาว B มีมูลความผิดทางอาญาในฐานะผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าว

สำหรับสัปดาห์หน้า “เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต” จะนำเสนอกรณีศึกษาที่น่าสนใจในอีกมิติหนึ่งของการทุจริตในสังคม เรื่องอะไร...อย่าลืมติดตามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการทุจริตไปด้วยกันครับ
------------------------------------

เกร็ดความรู้…สู้ทุจริต

หากคู่สมรสไม่ได้มาแสดงตน แต่กลับมีชื่อในทะเบียนการหย่า ใครต้องรับผิดชอบ?

สัปดาห์นี้ชวนอ่านกรณีศึกษา “เจ้าพนักงานปลอมเอกสารทะเบียนการหย่า”


เรียนรู้ข้อเท็จจริงและบทลงโทษจากมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เพื่อเป็นอุทาหรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ


ข้อเท็จจริง
นาย ช. ในฐานะปลัดอำเภอ ก. รักษาราชการแทนนายอำเภอ ก. ทำหน้าที่นายทะเบียนอำเภอ ก. ได้ดำเนินการจดทะเบียนหย่าให้นาง ส. โดยที่คู่สมรสของนาง ส. มิได้เดินทางมาจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอ ก. แต่อย่างใด
นาย ช. ได้สั่งการให้นาย ส. สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอ ก. ช่วยงานบัตรประจำตัวประชาชน สำนักทะเบียนอำเภอกระสัง ทำการเขียนทะเบียนการหย่า (คร.6) ตามร่างบันทึกที่ผู้ถูกกล่าวหาให้เขียนลงในทะเบียนซึ่งมีข้อความว่าบุคคลทั้งสองฝ่ายสมัครใจหย่าขาดจากกัน และยินยอมให้บุตรทั้งสองคนอยู่ในความปกครองของนาง ส. และเรื่องทรัพย์สินคู่หย่าทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะให้นายทะเบียนบันทึกไว้แต่อย่างใด โดยสั่งการให้บุคคล 2 ราย ลงลายมือชื่อในฐานะพยานในทะเบียนการหย่าดังกล่าว และลงลายมือชื่อของนาย ช. ในฐานะนายทะเบียนในทะเบียนการหย่า (คร.6)
ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ตัวอย่างลายมือชื่อของคู่สมรสอีกฝ่ายในทะเบียนการหย่า (คร.6) จากกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานวิทยาการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความเห็นว่าลายมือชื่อดังกล่าว มีคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน จึงฟังได้ว่าลายมือชื่อในทะเบียนการหย่า (คร.6) เป็นลายมือชื่อปลอม และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้นาย ช. เป็นผู้รับจดทะเบียนการหย่า จึงเป็นผู้กระทำการปลอมหรือเป็นตัวการในการปลอมลายมือชื่อดังกล่าว
เนื่องจากในการจดทะเบียนการหย่าจะต้องยื่นเอกสารหลักฐานประกอบคำร้องขอจดทะเบียนการหย่า เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน และใบสำคัญการสมรส เป็นต้น โดยนาย ช. ในฐานะนายทะเบียนย่อมมีหน้าที่ชี้แจงผลการจดทะเบียนการหย่าให้คู่หย่าทราบ และคู่หย่าต้องลงลายมือชื่อในทะเบียนการหย่าต่อหน้านายทะเบียน แสดงให้เห็นว่าคู่หย่าต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน จึงย่อมรู้ข้อเท็จจริงว่าบุคคลซึ่งปรากฏต่อหน้าตนเพื่อขอจดทะเบียนการหย่านั้นเป็นคู่สมรสที่ต้องการจดทะเบียนการหย่าจริงหรือไม่ แต่ยังคงดำเนินการจดทะเบียนการหย่าให้นาง ส. ไปโดยมิชอบ

มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
การกระทำของนาย ช. เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 82 วรรคสาม และเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 161 ประกอบมาตรา 96

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ รอบคอบ และเป็นไปตามกฎหมาย
เพราะการปลอมแปลงเอกสารราชการไม่เพียงกระทบต่อสิทธิของประชาชน แต่ยังมีความผิดทั้งทางวินัยและอาญาอีกด้วย


ติดตาม เกร็ดความรู้…สู้ทุจริต และกรณีศึกษาน่าสนใจอื่น ๆ ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ
------------------------------------
กรณีศึกษาและมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. สัปดาห์นี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ชวนอ่าน เรื่อง “เพิ่มชื่อบุคคลไม่ปรากฏสัญชาติลงในทะเบียนบ้าน และจัดทำบัตรประชาชนเป็นเท็จ”



การจัดทำข้อมูลทะเบียนราษฎรอันเป็นเท็จ ไม่ใช่เพียงการบันทึกข้อมูลผิด แต่เป็นการกระทำที่อาจกระทบต่อสิทธิ สถานะบุคคล และความน่าเชื่อถือของระบบราชการ จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนดังนี้ครับ
สำนักทะเบียนท้องถิ่นเขต บ. กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการแจ้งย้ายปลายทางอัตโนมัติรายนางสาว ป. จากบ้านเลขที่ในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าบ้านเลขที่ในเขต บ. กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบพบว่า นางสาว ป. พูดภาษาไทยไม่ชัด เขียนหนังสือไทยไม่ได้ และอ้างว่าเคยเรียนที่ประเทศไต้หวัน ซึ่งผลการตรวจสอบจากสำนักทะเบียนอำเภอ ล. จังหวัดกาญจนบุรี ปรากฏว่า มีการออกสูติบัตรกรณีแจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาให้กับบุคคลดังกล่าว ระบุเป็นบุตรของนาย ต. และนาง ส. และมีการเพิ่มชื่อเข้าในบ้านเลขที่ในอำเภอ ล. จังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาได้มีการยื่นคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ทั้งที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นบุตรของนาย ต. แต่อย่างใด และจากการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนางสาว ป. ซึ่งเป็นบุคคลที่มีการแจ้งเกิดเกินกำหนดและเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านเลขที่ในอำเภอ ล. จังหวัดกาญจนบุรี พบว่ายังมีการกระทำผิดโดยมีการเพิ่มชื่อบุคคลอีก 1 คน ซึ่งแจ้งเกิดเกินกำหนดและเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านเดียวกันกับนางสาว ป. โดยในวันเดียวกันได้มีการยื่นคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนอีกด้วย
การตรวจสอบเอกสารสูติบัตรการแจ้งเกิดเกินกำหนด สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน และฉบับสำนักทะเบียนอำเภอ ล. เอกสารใบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป. 1) และใบรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป. 2) ของบุคคลทั้งสองราย ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของนาย ม. ขณะดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอ ล. จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งรับผิดชอบงานด้านทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนในช่องนายทะเบียนผู้รับแจ้งการเกิดของสูติบัตร ในช่องนายทะเบียนผู้รับแจ้งย้ายเข้าในสำเนาทะเบียนบ้าน และในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ในเอกสารใบ บ.ป. 1 และใบ บ.ป. 2 และนอกจากนี้
ยังปรากฏลายมือชื่อเขียนและลายมือชื่อของนาง จ. เจ้าหน้าที่ปกครองระดับ 2 อำเภอ ล. จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งรับผิดชอบเป็นผู้ช่วยนาย ม. ในงานด้านบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเอกสารดังกล่าวสำนักทะเบียนอำเภอ ล. ได้มีการยกเลิกเนื่องจากเหตุทุจริตแล้ว

มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
การกระทำของนาง จ. เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 82 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง และเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) และมาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 5 วรรคสี่ มาตรา 6 มาตรา 6 ตรี และมาตรา 6 จัตวา ประกอบมาตรา 14

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า งานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ต้องถูกต้อง ตรวจสอบได้ และดำเนินการตามกฎหมาย เพราะการรับรองหรือจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ และนำไปสู่ความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ติดตาม “เกร็ดความรู้...สู้ทุจริต” กับกรณีศึกษาน่ารู้เรื่องใหม่ได้อีกครั้งในสัปดาห์หน้าครับ