วันที่ 4 มีนาคม 2569
นายวราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร มอบหมายกลุ่มงานป้องกันการทุจริตและชมรม STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดพิจิตร ลงพื้นที่ติดตามการรับสมัครคัดเลือก กรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร ตามที่ได้ทราบข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการรับสมัครสอบ กรณีพิเศษที่ไม่ต้องสอบแข่งขันเข้ารับราชการทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยดังกล่าว นั้น ซึ่งจากการลงพื้นที่ติดตามพบว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตรได้มีประกาศรับสมัครคัดเลือกกรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขัยเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร ประกาศ ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 16 มกราคม 2569 โดยมีตำแหน่งที่มีการประกาศรับสมัครประกอบด้วยตำแหน่ง และจำนวนผู้มาสมัคร ดังนี้
1.ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ ระดับปฏิบัติการ รับสมัคร จำนวน 13 อัตรา มีผู้มาสมัครจำนวน 29 ราย
2.ตำแหน่งแพทย์แผนไทย ระดับปฏิบัติการ จำนวน 10 อัตรา มีผู้มาสมัครจำนวน 119 ราย
3.ตำแหน่งเภสัชกร ระดับปฏิบัติการ จำนวน 2 อัตรา มีผู้มาสมัครจำนวน 9 ราย
4.ตำแหน่งเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข ระดับปฏิบัติงาน จำนวน 5 อัตรา มีผู้มาสมัครจำนวน 1 ราย แต่ขาดคุณสมบัติ จึงทำให้ไม่มีการสอบแข่งขันในตำแหน่งนี้
สำหรับประเด็นที่สังคมเกิดข้อสงสัยว่าไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขันเพื่อบรรจุรับราชการกรณีพิเศษ ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการคัดเลือกกรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขัน พ.ศ. 2564 ประกาศโดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ข้อ 6 องค์การบริหารส่วนจังหวัด อาจคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยไม่ต้องดำเนินการสอบแข่งขันได้ในกรณีเหตุพิเศษ แต่ อบจ. พิจิตร เลือกที่จะใช้วิธีการดำเนินการสอบคัดเลือกเพื่อเป็นการวางมาตรฐานการรับบุคลากรที่จะต้องมีการรับเพิ่มขึ้นในอัตราต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ ประกาศจำเป็นต้องใช้ชื่อตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าว จึงอาจทำให้สังคมเกิดความสับสนแต่ในข้อเท็จจริงจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครให้ตรงตามหลักเกณฑ์ ถึงจะมีสิทธิสอบวัดความรู้ เหตุที่ อบจ. พิจิตร ทำเช่นนี้ก็เนื่องจากว่า มีการรับถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. จากกระทรวงสาธารณสุขมา จำนวน 80 แห่ง มีบุคลากรถ่ายโอนมาแล้วประมาณ 700 คน แต่ยังพบปัญหาอัตรากำลังไม่ครบตามกรอบและขาดแคลนมากในบางตำแหน่ง ดังนั้น จึงกำหนดใช้รูปแบบการสอบวัดความรู้ประกอบด้วยภาคความรู้ ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข) และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค) โดยผู้คัดเลือกจะต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้ เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรู้ความเหมาะสมกับการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ และได้วางแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการสอบใน 3 ภาควัดความรู้ โดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการสอบ ได้แก่ การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับสมัครและคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ การแต่งตั้งคณะกรรมการออกข้อสอบ การรับส่งข้อสอบ และคณะกรรมการคัดเลือกสัมภาษณ์ในแต่ละตำแหน่งตามคุณวุฒิ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขประกาศคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร รวมถึง การให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตรและผู้เชี่ยวชาญในตำแหน่งที่เปิดรับสมัครได้เข้ามามีส่วนร่วมให้การคัดเลือกได้ผู้มีความรู้เข้าบรรจุรับราชการ
ในโอกาสนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการจัดการสอบแข่งขัน ในกระบวนการต่าง ๆ ดังนี้
1. การสอบวัดความรู้ภาคความรู้ ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข) ในการแต่งตั้งคณะกรรมการออกข้อสอบ และคณะกรรมการคัดเลือกข้อสอบควรเป็นคนละ คณะกัน การรับส่งข้อสอบควรมีการแต่งตั้งคณะบุคคลรับผิดชอบ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ข้อสอบอาจจะเกิดรั่วไหล กรรมการคุมสอบ ควรมีการประชุมชี้แจ้งการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอนให้กรรมการคุมสอบทราบ อย่างละเอียดก่อนสอบ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และควรมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ (ส่วนกลาง) เพื่อชี้แจงวิธีปฏิบัติของผู้เข้าสอบให้รับทราบ และมีการแจ้งเตือนเตือนเวลาในการสอบจากประชาสัมพันธ์ (ส่วนกลาง) รวมถึงเวลาสอบที่เป็นข้อมูลเดียวกันทั้งในห้องสอบ กรรมการ และฝ่ายประชาชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเวลา และควรมีมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบ เพื่อให้การดำเนินการสอบเป็นไปด้วยความยุติธรรม และรัดกุมในทุกกระบวนการเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการทุจริตและเป็นไปด้วยความโปร่งใส และมาตรฐานของการสอบบรรจุรับราชการ และควรเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสังเกตการณ์ในวันสอบด้วย
2. การสอบวัดภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค) ควรให้คณะกรรมการที่จะมาเป็นผู้สอบสัมภาษณ์ควรแต่งตั้งให้มีความเหมาะสมเป็นกลาง และไม่ควรให้รู้ตัวล่วงหน้านานมากจนเกินไป ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์อาจขอเข้าพบเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อบรรจุเข้ารับราชการได้ และควรมีหลักเกณฑ์มาตรฐานกลางเพื่อลดการใช้ดุลพินิจและเกิดความยุติธรรม ทั้งในเรื่องของการวัดความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน และเรื่องบุคลิกภาพและคุณลักษณะของบุคคล
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตในทุกกระบวนการของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นช้าราชการ ซึ่งถือเป็นด่านแรกในการคัดเลือกทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณธรรมจริยธรรมเข้าสู่ระบบราชการอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาองค์กรตามภารกิจของหน่วยงาน และเกิดความเป็นธรรม ความโปร่งใส ไม่ทุจริต ของหน่วยงานรัฐ หากพบเห็นหรือรับรู้ว่ามีการสอบบรรจุกรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร ตามตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร โปรดแจ้งสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตรเพื่อดำเนินการ ตามหน้าที่และอำนาต่อไป
" ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ "
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร
เลขที่ 26/3 ถ.ฝั่งสถานีรถไฟ ตำบลในเมือง
อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 66000
0 5661 3407 – 9
สายด่วน ป.ป.ช. 1205
FB : สำนักงานป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร