5 มีนาคม 2569
นายวราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร มอบหมายกลุ่มงานป้องกันการทุจริตและชมรม STRONG - จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดพิจิตร จัดกิจกรรมการจับตามองและแจ้งเบาะแส (Watch & Voice) ภายใต้โครงการเสริมพลัง STRONG ประชาชนถอนหมุดพื้นที่เสี่ยงทุจริต กิจกรรมที่ 1 การสำรวจพื้นที่ Survey และจับตามอง Watch ครั้งที่ 2 ประเด็นติดตามเรื่องโครงการก่อสร้างบ่อกำจัดขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายอำเภอวชิรบารมี ตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา ชมรม STRONGฯ อำเภอวชิรบารมี สื่อมวลชน ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง รวม 20 คน
เนื่องจากมีข้อร้องเรียนและข้อสงสัยจากประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างบ่อกำจัดขยะของ อบต.บ้านนา ในเรื่อง ความเหมาะสมของที่ตั้งโครงการ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการบ่อฝังกลบขยะระยะที่ 1 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้โครงการ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา ได้ชี้แจงรายละเอียดโครงการดังนี้
ในอดีตการจัดการขยะของพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นการทิ้งแบบเทกอง ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามหลักสุขาภิบาลและหลักสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ต่อมาหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมได้มีข้อแนะนำให้ปิดพื้นที่ทิ้งขยะเดิม และดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดการขยะให้ถูกต้องมากขึ้น ทำให้เปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเทกองฝั่งกลบเป็นรูปแบบ บ่อฝังกลบแบบกึ่งอากาศ (Semi-Aerobic Landfill) แทน โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนาได้จัดหาพื้นที่บริเวณหมู่ที่ 4 เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างบ่อกำจัดขยะ โดยได้ดำเนินการประชาคมกับประชาชนในพื้นที่เฉพาะตำบลบ้านนา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563–2564 และได้ให้ข้อมูลว่าทำการสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่ 1) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพิจิตร 2) สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพิจิตร 3) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร 4) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิจิตร 5) สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิจิตร 6) กรมทรัพยากรธรณี 7) กรมการบินพลเรือน โดยผลการพิจารณาจากหน่วยงานดังกล่าวพบว่า พื้นที่โครงการไม่อยู่ในเขตอนุรักษ์ ไม่ขัดต่อกฎหมายผังเมือง ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม และไม่กระทบต่อเส้นทางการขึ้นลงของอากาศยาน
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนาได้ดำเนินการก่อสร้าง มีงบประมาณที่เบิกจ่ายไปแล้วรวมประมาณ 17 ล้านบาท โดยมีรายการหลักดังนี้:
•ค่าจัดซื้อที่ดิน: จำนวน 69 ไร่เศษ เป็นเงิน 8,280,360 บาท
•ค่าจ้างออกแบบบ่อขยะ (ระบบ L-SAW): เป็นเงิน 490,000 บาท
•ค่าจ้างขุดบ่อฝังกลบ (บ่อแรก): เป็นเงิน 486,585 บาท
•งานดินและคันกั้นน้ำ: มีหลายสัญญา เช่น งานขนย้ายและเสริมดินภายในบ่อ (471,700 บาท), งานทำคันดินกั้นน้ำ (216,000 บาท), และค่าซื้อลูกรังทำถนนเข้าบ่อ (299,600 บาท)
โดยโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ ได้แก่ บ่อฝังกลบแบบกึ่งอากาศ (Semi-Aerobic Landfill) โดยมีการปูแผ่นพลาสติกกันซึม (ผ้ายาง) ความหนาพิเศษเพื่อป้องกันน้ำเสียซึมลงสู่ดิน 1 บ่อซึ่งจากเดิมไม่ได้ทำตามหลักสุขาภิบาล บ่อพักน้ำเสีย บ่อบำบัดน้ำเสีย อาคารประกอบ เครื่องชั่งน้ำหนักขยะ ขณะนี้ได้เริ่มใช้พื้นที่ทิ้งขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนาเอง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 โดยมีปริมาณขยะเฉลี่ยประมาณ 10 ตันต่อวัน หรือประมาณ 3 เที่ยวรถต่อวัน และอาจเพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลาในอนาคตมีแนวทางพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ การจัดตั้งลานคัดแยกขยะ การผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) จากพลาสติก เพื่อคัดแยกพลาสติกอัดก้อนส่งโรงงาน และนำเศษอาหารมาทำปุ๋ยหมักแจกจ่ายชาวบ้านการนำเศษอาหารไปผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบประเด็นข้อสังเกตที่อาจเกิดความเสี่ยงในหลายด้าน
1. ความเสี่ยงด้านการจัดซื้อจัดจ้าง พบลักษณะการ แบ่งโครงการออกเป็นหลายโครงการย่อย ภายใต้โครงการหลักเดียวกัน เช่น งานถมดิน งานก่อสร้าง หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบกำจัดขยะ ซึ่งโดยหลักควรดำเนินการภายใต้โครงการเดียว การแบ่งโครงการย่อยจำนวนมากเป็นประเด็นข้อสังเกต เนื่องจากอาจส่งผลต่อความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และอาจมีความเสี่ยงต่อการหลีกเลี่ยงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการ อบต. ชี้แจงว่าในช่วงแรกเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้ไม่มีการวางแผนระยะยาว ทำให้การดำเนินงานเป็นการทำไปและแก้ปัญหาไปทีละส่วน แทนที่จะรวมเป็นโครงการใหญ่เพียงโครงการเดียว ประกอบกับโครงการขนาดใหญ่ ต้องใช้งบประมาณสูง ซึ่งงบประมาณของ อบต. เองไม่เพียงพอ จึงต้องใช้วิธีทยอยทำรายการย่อย และรอการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลาง อีกทั้งความต้องการเร่งด่วนในการใช้งาน เนื่องจากเดิมต้องอาศัยการทิ้งขยะในพื้นที่อื่นและประสบปัญหาบ่อขยะถูกปิด จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างและปรับปรุงพื้นที่เพื่อให้สามารถรองรับขยะของตนเองได้ก่อน
2. ความเสี่ยงด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม พื้นที่ตั้งบ่อกำจัดขยะอยู่ใกล้ แหล่งน้ำสาธารณะ (หนองกระทุ่มนอก) แหล่งน้ำสาธารณะ ห่างเพียง 100 เมตร และใกล้โครงการขุดลอกหนองกระทิง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของน้ำเสียจากบ่อขยะหากระบบป้องกันหรือบำบัดดีไม่เพียงพอ หรือการรั่วซึมของน้ำเสียจากบ่อขยะสู่ชั้นใต้ดิน แม้จะมีการติดตั้งระบบป้องกัน เช่น แผ่นยางรองบ่อ ซึ่งอาจต้องมีระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านกลิ่นและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน หากปริมาณขยะเพิ่มขึ้นหรือมีการรับขยะจากพื้นที่อื่น
3. ความเสี่ยงด้านกฎหมายและการปฏิบัติตามระเบียบยังมีข้อสงสัยว่าโครงการได้ดำเนินการ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือการประเมินผลกระทบที่จำเป็นครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งทางอบต. ยังไม่มีรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการใช้วิธีสอบถามและขอคำแนะนำจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยก่อนเริ่มโครงการ อบต. ได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง 7 หน่วยงานหลัก เพื่อตรวจสอบข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้ อบต.ชี้แจงว่ามีแผนที่จะประสานงานกับมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อให้ช่วย ออกแบบการสำรวจผลกระทบ และมีการติดตั้งบ่อตรวจติดตามคุณภาพน้ำใต้ดิน (Monitoring Well) เพื่อตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำเสียทุก 3 - 6 เดือน และจะรายงานผลให้ประชาชนทราบ
4. ความเสี่ยงด้านผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่รอบข้าง เนื่องจากบ่อขยะตั้งอยู่รอยต่อ 4 ตำบลบ้านนา สามง่าม รังนก และเนินปอ แต่มีการทำประชาคมเพียงตำบลบ้านนาแห่งเดียว โครงการอาจมีผลกระทบต่อหลายตำบลในพื้นที่รอยต่อ แต่การพิจารณาผลกระทบยังอาจไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด มีความกังวลจากประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เกี่ยวกับการรับขยะจากพื้นที่อื่น ซึ่งอาจเพิ่มภาระต่อชุมชนในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นเหม็น ทาง อบต. ชี้แจงว่าจะใช้น้ำหมักชีวภาพในการดับกลิ่นและจัดทำบ่อตรวจติดตามคุณภาพน้ำใต้ดินทุก 3 - 6 เดือน
5. ปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นที่ลุ่มต่ำและมีประวัติน้ำท่วมซ้ำซากในรอบ 14 ปี แม้ทาง อบต. จะชี้แจงว่ามีการทำคันดินกั้นน้ำไว้โดยรอบ ซึ่งในปีที่ผ่านมาแม้จะมีน้ำมากแต่ระดับน้ำยังอยู่ห่างจากขอบบ่อประมาณ 1 เมตร และมีแผนจะยกระดับถนนทางเข้าบ่อขึ้นอีก 30-50 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นคันกั้นน้ำเพิ่มเติม แต่ชาวบ้านยังคงมีความกังวลสูงว่าหากเกิดน้ำท่วมใหญ่ ขยะและน้ำเสียจะแพร่กระจายออกสู่ภายนอก
6. ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการโครงการ โครงการยังต้องพึ่งพางบประมาณจากหลายแหล่ง เช่น จังหวัด หน่วยงานกลาง หรือกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำให้การดำเนินโครงการที่สมบูรณ์มีความล่าช้า หรือไม่สามารถดำเนินการได้ครบตามแผน ระบบจัดการกลิ่นและการควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่วางแผนอาจยังไม่เพียงพอสำหรับโครงการขนาดใหญ่
7. ความเสี่ยงด้านความคุ้มค่า ปริมาณขยะในพื้นที่อาจไม่เพียงพอรองรับรูปแบบการลงทุนในระบบคัดแยกและบริหารจัดการขยะขนาดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้โครงการไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากตามแผนงานของโครงการจะเป็นแหล่งจัดเก็บและกำจัดขยะของจังหวัดพิจิตรและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้โรงงานแปรรูปขยะเป็นไฟฟ้าในพื้นที่ตำบลวังหลุมมารับซื้อขยะในโครงการ แต่ปัญหาที่พบปัจจุบันคือปริมาณขยะยังไม่เพียงพอ ที่โรงงานจะเข้ามารับซื้อได้ แม้แต่ อปท. ในเขตพื้นที่อำเภอวชิรบารมี ก็ไม่ได้มีบริการจัดเก็บขยะครัวเรือนให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึง อบต.บ้านนา ยังขาดการประสานร่วมมือกับ อปท. ในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ปริมาณขยะตามหลักเกณฑ์การรับซื้อขยะ
สำหรับแนวทางการดำเนินงานจากนี้ทางอำเภอวชิรบารมีในฐานะกำกับดูแล จะทำการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเบื้องต้นทางอบต.บ้านนาต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษรณ์ให้อำเภอทราบก่อน เพื่อตรวจสอบและอาจมีเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกันและติดตามความคืบหน้าต่อไป โดยกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติตามระเบียบ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ถูกต้องตามระเบียบที่กำหนดไว้ ในส่วนของ อบต.บ้านนา จะทำหนังสือไปยังอำเภอเพื่อหารือไปยังจังหวัดเพื่อมาให้คำแนะนำอบต. รวมถึงสำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมระดับภาค มาให้คำแนะนำเพิ่มเติมและยังคงต้องดำเนินการทดสอบน้ำบ่อตรวจติดตามคุณภาพน้ำใต้ดิน (Monitoring Well) เพื่อตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำเสียทุก 3 - 6 เดือน และจะมีหนังสือแจ้งผลทดสอบไปถึงตำบลพื้นที่เกี่ยวข้อง และภายหลังที่สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ระดับภาคให้คำแนะนำก็จะแจ้งข้อมูลด้วยเช่นกัน และหากในอนาคตขยะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นก็จะต้องมีแผนบริหารจัดการไม่ให้เกิดการกระทบสิ่งแวดล้อม
การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร ได้ดำเนินการในเชิงป้องกันและปราบปราม ในกรณีได้รับแจ้งเบาะแสจากภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ เพื่อเป็นการป้องปรามและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งยังคงติดตามการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และรายงานต่อคณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ รับทราบและหากตรวจพบความเสี่ยงหรือความผิดปกติจากการดำเนินโครงการจะนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกในภารกิจปราบปรามต่อไปโดยเฉพาะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงบประมาณ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะของประเทศชาติ และกำกับดูแลให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณเป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อให้โครงการของรัฐเกิดประโยชน์สูงสุด หากตรวจพบความเสี่ยงหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป