วันที่ 4 มีนาคม 2569
นายวราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร มอบหมายกลุ่มงานป้องกันการทุจริตและชมรม STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดพิจิตร ลงพื้นที่ติดตามโครงการซื้อรถพยาบาล (รถตู้) ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ชาวพิจิตรคิดอย่างไร อบจ.พิจิตร ใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท ซื้อรถกู้ชีพฉุกเฉิน จำนวน 14 แต่ยังไม่มีการใช้งานอย่างแท้จริง” ซึ่งทำให้สังคมเกิดความสงสัยถึงความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ดำเนินการ
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร (อบจ.พิจิตร) ได้มีการจัดซื้อรถพยาบาล (รถตู้) จำนวน 2 สัญญา โดยสัญญาแรก จัดซื้อรถพยาบาล (รถตู้) ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า 2,400 ซีซี หรือกำลังเครื่องยนต์สูงสุดไม่ต่ำกว่า 90 กิโลวัตต์ จำนวน 4 คัน พร้อมครุภัณฑ์การแพทย์ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ปีงบประมาณ 2568 งบประมาณ 9,982,000 บาท (เงินงบประมาณ) กับบริษัท ฟีเออร์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด และสัญญาที่สอง โครงการซื้อรถพยาบาล (รถตู้) ปริมาตรกระบอกสูบไม่น้อยกว่า 2,400 ซีซี หรือกำลังเครื่องยนต์สูงสุดไม่ต่ำกว่า 90 กิโลวัตต์ จำนวน 10 คัน พร้อมครุภัณฑ์การแพทย์ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) งบประมาณ 24,955,000 บาท (เงินสะสม) กับบริษัท ฟีเออร์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด โดยทั้งสองสัญญาจัดซื้อในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งในวันดังกล่าวที่ติดตามโครงการมีผู้แทนรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูล จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดจากที่ อบจ.พิจิตร รับถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมาสังกัด อบจ. พิจิตร จำนวน 80 แห่ง จึงมีเป้าหมายในการพัฒนาการจัดบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิ ในเรื่องของการส่งเสริมสุข การป้องกันและการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพร่างกาย และมีความจำเป็นต้องมีการออกให้บริการในพื้นที่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งในส่วนของสหวิชาชีพจากโรงพยาบาลชุมชน อสม. และผู้ดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง (Care Giver) ซึ่งการดำเนินการให้บริการจะไม่ทับกับศูนย์แพทย์ฉุกเฉิน 1669 แต่ศักยภาพของรถเท่ากับรถกู้ชีพฉุกเฉิน เนื่องจากเล็งเห็นถึงความจำเป็นในอนาคตที่ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนจะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้งาน เพื่อให้การดูแลสุขภาพเชิงรุกโดยเฉพาะในกลุ่มเปาะบาง โดยรถ 1 คัน จะครอบคลุมการใช้งานของ รพ.สต. จำนวน 1 – 5 แห่ง ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกันใช้ร่วมกัน โดยแบ่งตามพื้นที่ คลอบคลุมทั้ง 12 อำเภอ ปัจจุบันมีการส่งมอบรถพยาบาล (รถตู้) จำนวน 14 คัน ให้กับ รพ.สต. จำนวน 14 แห่ง เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ให้เป็นผู้ดูแลหลัก ได้แก่ รพ.สต. คลองคะเชนทร์ รพ.สต. ฆะมัง รพ.สต. ป่ามะคาบ รพ.สต. เขาทราย รพ.สต. วังจิก รพ.สต. บ้านทุ่งใหญ่ รพ.สต. บ้านเขารวก รพ.สต. บางไผ่ รพ.สต. ท่าบัว รพ.สต. บางลาย รพ.สต. วังงิ้ว รพ.สต. ท่าเยี่ยม รพ.สต. หนองโสน และ รพ.สต. หนองขาว
ซึ่งปัจจุบันสาเหตุที่รถยังไม่ได้มีการใช้งานเต็มรูปแบบเนื่องจาก ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนเป็นรถทางการแพทย์และยังขาดบุคลากรขับรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งการใช้งานปัจจุบันให้บุคลากรของ รพ.สต. เป็นผู้ขับ โดย อบจ. พิจิตร ได้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำ รพ.สต. ทั้ง 14 แห่ง เป็นผู้ขับรถยนต์ ซึ่งบางแห่งบุคคลากรก็ไม่สามารถขับรถพยาบาล (รถตู้) ได้ จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ อบจ. พิจิตร กำลังประเมินผลการใช้รถพยาบาล (รถตู้) ที่ผ่านมาในรอบ 3 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2568 เพื่อประเมินถึงความเหมาะสมของรูปแบบการใช้งานรถพยาบาล (รถตู้) และให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด รวมถึงกำลังพัฒนาระบบการขอใช้รถพยาบาล (รถตู้) แบบออนไลน์เพื่อรองรับการใช้งาน ซึ่งจากการหารือถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้ข้อสรุปว่า อบจ. พิจิตร กำลังหาแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการใช้งานรถพยาบาล (รถตู้) โดยกำหนดเป็น 3 แนวทาง ดังนี้
1. ดำเนินการตามแนวทางเดิม ซึ่งให้ รพ.สต. ใช้งานในรูปแบบการดูแลแบบปฐมภูมิ โดยเบื้องต้นใช้บุคลากรที่มีอยู่เดิมไปก่อน และต้องจัดหาคนขับรถยนต์ให้ใหม่เพื่อให้เกิดการใช้งาน ซึ่งในโครงสร้างมี การกำหนดกรอบอัตรากำลังไว้แล้ว และต้องให้บุคลากรเข้ารับการอบรมความรู้พื้นฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด
2. พัฒนารูปแบบการให้บริการที่สูงขึ้นในชั้นทุติยภูมิร่วมกับโรงพยาบาลชุมชน (โรงพยาบาลประจำอำเภอ) ในลักษณะของรถกู้ชีพฉุกเฉิน 1669 เนื่องจากความพร้อมของรถฯ มีศักยภาพสูงและทันสมัยโดยบุคลากรที่มาทำหน้าที่ขับรถยนต์ต้องผ่านการอบรมพัฒนาตามหลักสูตรเฉพาะที่กำหนด และจดทะเบียนการใช้งานสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อให้สามารถส่งผู้ป่วยได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ และรองรับการดำเนินงานของ รพ.สต. ที่เกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้กรอบอัตรากำลังที่กำหนดไว้ในโครงสร้างที่มี
3. การส่งมอบรถพยาบาล (รถตู้) ให้กับสำนักงานสาธารณาสุขจังหวัดพิจิตรเพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาลชุมชนไปดำเนินการใช้งาน
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร ได้ให้ข้อเสนอแนะถึงแนวทางดังกล่าวข้างต้น หากจะดำเนินการในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อบจ. จะต้องมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งานตั้งแต่เริ่มต้นของโครงการ และเหตุใดต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการใช้งาน โดยจะต้องมีผลสถิติการใช้งาน การประเมินผลของการใช้งานเกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่อย่างไร และที่สำคัญในแต่ละแนวทางมีกฎหมายรองรับการใช้งานให้เกิดความถูกต้องอย่างไร และต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารหรือนายก อบจ.พิจิตร ซึ่งหากปล่อยระยะเวลาทิ้งนานไปกว่านี้ จะไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนที่ต้องได้รับการดูแลรักษา เพราะต้องตอบโจทย์สำคัญให้กับสังคมทราบว่าซื้อรถพยาบาล (รถตู้) มาทำไม? เกิดประโยชน์อย่างไร ซึ่งยังไม่รวมถึงความเสื่อมของสภาพรถยนต์และการบำรุงรักษาหากไม่มีการใช้งาน โดยในเบื้องต้นได้รับการชี้แจงว่าจะมีการนำรถพยาบาล (รถตู้) ไปเช็คระยะตามที่ครบกำหนด 1,000 กิโลเมตร สำหรับเรื่องนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตรจะติดตามแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว จะเป็นแนวทางรูปแบบใด เพื่อให้งบประมาณของรัฐที่จัดซื้อจัดจ้างไปแล้วเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และไม่เกิดการทุจริตภายใต้โครงการดังกล่าว
หากท่านใดพบเห็น หรือรู้เบาะแสการทุจริตของโครงการดังกล่าว โปรดแจ้งสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
" ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ "
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร
เลขที่ 26/3 ถ.ฝั่งสถานีรถไฟ ตำบลในเมือง
อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 66000
0 5661 3407 – 9
สายด่วน ป.ป.ช. 1205
FB : สำนักงานป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร